เที่ยวเกาะโอกินาวา

หากพูดถึงประเทศญี่ปุ่นหลายคนคงคิดถึง โตเกียว หรือ โอซาก้า สถานที่เที่ยวในเมือง แต่ญี่ปุ่นเป็นเกาะ
ทำไมพวกเขาจะไม่มีทะเลที่สวยงามเพราะฉะนั้น
นอกจากเมืองที่กล่าวมา เราจะพาไปรู้จักเกาะโอกินาวา ที่มีทะเลที่สวยไม่แพ้ที่ไหนในโลก
อาณาจักรริวกิวเป็นอาณาจักรดั้งเดิมของเกาะโอกินาวา
มีการปกครองด้วยตนเอง มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมเป็นของตัวเอง
ก่อนที่จะรวมตัวเป็นหนึ่งในแผ่นดินญี่ปุ่นในปัจจุบัน Ryukyu Mura
เป็นสถานที่เที่ยวที่จำลองความเป็นอยู่สมัยริวกิว
จัดแสดงอาคารบ้านเรือนอายุกว่า 100 ปี มีโชว์การแสดง
ทั้งยังมีกิจกรรมที่สามารถเข้าร่วมสนุกได้ เช่น
การทำของที่ระลึกจากหอย การปั้นหรือระบายสีตัวซีซ่า การแต่งกายชุดริวกิว เป็นต้น
และเรื่องของกิน อยากให้ลอง Popo เครปโอกินาวา เป็น
เครปรูปร่างหน้าตาคล้ายกับขนมโตเกียวแผ่นใหญ่ แป้งแน่นๆ
มีกลิ่นอ่อนๆ ของน้ำตาลทราย รสชาติใช้ได้เลยนะ เดินถัดมาเรื่อยๆ
เป็นโซนเครื่องปั้นดินเผา มีของที่ระลึกมากมายหลายแบบ
ออกมาก็จะเจอกับเจ้าควายน้ำกำลังเดินเครื่องคั้นน้ำอ้อยสดๆ
เพื่อทำเป็นน้ำตาลดำซึ่งการใช้แรงควายน้ำเป็นกรรมวิธีดั้งเดิมในการทำน้ำตาลทรายดำของชาวริวกิว
ถ้ามาโอกินาวาทั้งที จะพลาดกิจกรรมนี้ไปได้ยังไง เหมือนมาเที่ยวเกาะแต่ไม่ได้ไปเล่นน้ำทะเลมันก็จะยังไงอยู่
มิชชั่นช่วงบ่ายนี้เราเลยไปดำน้ำกันที่แหลม Maeda ซึ่งเป็นจุดดำน้ำยอดนิยม สามารถดำน้ำแบบ Snorkeling
และดำน้ำจริงจังได้ ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ ถ้ำสีฟ้า หรือ Blue Cave แต่ก่อนที่จะดำน้ำ เราต้องเพิ่มพลังกันเสียก่อน
มื้อกลางวันนี้เราเลยแวะร้านอาหารท้องถิ่น เมนูที่เล็งไว้ คือ ซารุ โซเมน
ที่ทำมาจากมันเทศม่วงของขึ้นชื่อของโอกินาวา
จึงต้องจัดเสียหน่อย ภายในเซตยังเสิร์ฟคู่กับข้าวโปะหมูหวาน
ไม่รู้ว่ามันคือซอสอะไรแต่รสชาติออกหวานเลยเรียกหมูหวานละกัน
ถือว่ามื้อนี้เป็นการจัดหนักจัดเต็มไปเลย
จะได้เพิ่มพลังในการดำน้ำได้อย่างเต็มที่
และห้ามพลาด แหลมมาเอดะ เป็นอีกหนึ่งจุดดำน้ำที่เหมาะสำหรับคนว่ายน้ำไม่แข็งก็สามารถมาดำน้ำได้
เพราะระยะทางไม่ได้ไกลมาก เขาจะมีอุปกรณ์ให้จับ อย่างเช่น บอร์ดฟองน้ำหรือแพ ที่ช่วยให้เราลอยตัวไปพร้อมๆ
กันไม่หลงไปไหน และเหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากนั่งเรือไปเกาะรอบนอก หรือมีเวลาเที่ยวไม่กี่วัน อยู่ใกล้กับเมืองใหญ่ๆ
เดินทางง่าย นับว่าการดำน้ำที่นี่เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า ราคาก็ไม่แพง และเดินทางสะดวก…

ท่องเที่ยวจังหวัดตราด

จังหวัดตราด เมืองท้ายสุดในดินแดนทางตะวันออกของไทย
อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติหลากหลายรูปแบบอีกทั้งทะเลและชายป่า
อีกทั้งยังเป็นเมืองที่สงบเงียบมากมาย น่าท่องเที่ยวพักสุดๆ
โดยยิ่งไปกว่านั้นเกาะต่างๆที่เหมือนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใครมาตราดจะต้องไปเช็กอินให้ได้
แต่ว่าจริงๆแล้ว เมืองตราดบนฝั่งก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ
ให้ได้ไปเยี่ยมเยือนอีกเพียบ
วันนี้เราจึงได้คัดสรรสถานที่ท่องเที่ยวตราดไม่ข้ามเกาะมาฝากกันค่ะ จะมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง ไปดูกัน

พิพิธภัณฑสถานเมืองตราด
ตั้งอยู่รอบๆถนนสันติสุข ใกล้กับศาลากลางจังหวัดตราด
และอนุสาวรีย์เสด็จพ่อ ร.5 เด่นด้วยอาคารไม้เก่าแก่
มีลักษณะเป็นเรือนไม้เสาปูน ยกพื้น ใต้ถุนสูง หลังคาทรงปั้นหยา
ด้านในจัดแสดงถึงประวัติของเมืองตราด เรื่องราวสำคัญต่างๆ
ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดตราด พร้อมทั้งวัฒนธรรมประเพณีของคนตราด
อีกทั้งยังแนะนำถึงสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆห้ามพลาดของจังหวัดตราด
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกๆที่อยากให้มาเยือนเมื่อมาเที่ยวตราด

หาดทรายดำ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีเพียงที่เดียวในประเทศไทย
และก็เป็น 1 ใน 5 ของโลก โดยชายหาดที่นี้มีลักษณะเป็นชายหาดยาวประมาณ 2 กม.
เนื้อทรายจะเป็นสีดำสนิท ซึ่งเกิดจากการยุบสลายของเศษเหมืองและเปลือกหอย
ผสมด้วยแร่ควอตซ์ การเข้าไปท่องเที่ยวชมชายหาดดำ
จำเป็นจะต้องเดินผ่านป่าชายเลนเข้าไประยะทางไป-กลับประมาณ 1 กม.
ที่รอบๆชายหาดจะมีที่นั่งให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนทำสปาเท้าด้วย…

ยลโฉมน้ำตกดำ มนต์เสน่ห์ทีลอซู

ฤดูฝนสำหรับนักผจญภัยหรือนักท่องเที่ยวอาจเป็นอะไรที่น่าเบื่อ
แต่นั่นต้องวงเล็บตัวโตๆ ว่าไม่ใช่เมืองไทย
เพราะบ้านเราไม่ว่าฤดูกาลใดก็มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้ออกไปเผชิญตั้งแต่เหนือจรดใต้
โดยเฉพาะหน้าฝนที่ น้ำตก ดูจะเป็นเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต
แถมเมืองไทยก็มีน้ำตกให้เลือกเดินทางไปเยือนไปเยี่ยมชมได้แทบ
ทั่วทุกภาค แต่หากจะว่ากันถึงน้ำตกที่จัดอยู่ในระดับโลกแล้ว
ย่อมหนีไม่พ้น “ทีลอซู” แน่นอน
น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก
มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่
ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร
เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชันมีน้ำไหลแรงตลอดปี
ส่วนความกว้างของตัวน้ำตกทีลอซู กว้างประมาณ 500 เมตร
ไหลลดหลั่นเป็นชั้นๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร
ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดในประเทศไทย
โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาวยิ่งสวยงามเป็นพิเศษ
โดยคำว่า “ทีลอซู” ในภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตก
หากแปลความหมายทีละคำ จะได้ความหมายใกล้เคียงว่า
น้ำตกดำ แต่ข้อมูลบางแหล่งแปลว่า “น้ำตกใหญ่” หรือ
“น้ำตกน้อง” “น้ำตกเล็ก” ก็มี
ก็ใคร่แล้วแต่คนพื้นที่ใดจะให้คำจำกัดความกันไป
ซึ่งด้วยลักษณะทางธรรมชาติโดยรอบของ น้ำตกทีลอซู
ล้อมรอบไปด้วยผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์
เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและพรรณพืชหลายชนิด
ขณะที่สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน
การเดินทางจึงต้องเดินเท้าหรือพายเรือเข้าไปอย่างเดียว

ในอดีตการมาเที่ยว น้ำตกทีลอซู นั้นแสนยากลำบาก
จากอุ้มผางระยะทางเพียง 40 กิโลเมตร แต่เดินทางยากมาก
ทว่าปัจจุบันสะดวกขึ้นมาก มีทางเลือกให้คุณไปน้ำตกได้ 2 ทาง
คือล่องเรือยางจากตัวเมืองอุ้มผาง 2 ชั่วโมงเศษ
ไปขึ้นฝั่งที่ท่าทรายแล้วค่อยต่อรถยนต์เข้าไป
หรือนั่งรถยาวจากตัวเมืองอุ้มผางไปน้ำตก
ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษ
โดยทั้งสองทางเลือกยังสามารถจิ้มได้อีกว่าไปเที่ยวน้ำตกแล้วจะกลับมานอนที่รีสอร์ต
หรือจะนอนกางเต้นท์ใกล้ๆ น้ำตกสักคืนก็ได้
แต่ส่วนใหญ่นิยมเลือกนอนที่น้ำตก
ส่วนโปรแกรมเที่ยว น้ำตกทีลอซู จะเริ่มตั้งแต่เช้า
โดยจุดเริ่มต้นล่องเรือยางนั้นมีหลายจุด ตามลำห้วยยะแมะ
ที่ไหลมาจากยอดเขาแล้วไปลงลำห้วยแม่กลอง ค่อยๆ
พายเรือชมวิวสองข้างทาง โดยเฉพาะฤดูหนาวที่แมกไม้เขียวขจี
ซึ่งระหว่างพายเรือไปยัง น้ำตกทีลอซู
คุณจะได้พบแลนด์มาร์คสำคัญมากมาย ไล่ตั้งแต่ น้ำตกสายฝน,
น้ำตกสายรุ้ง, บ่อน้ำร้อน, แก่งตะโคะบิ๊, ผาบ่อง ปิดท้ายที่ ท่าทราย
แล้วจึงนั่งรถยนต์หรือเดินเข้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
พร้อมเดินเท้าอีกเกือบ 2 กิโลเมตร เพื่อไปพบ น้ำตกทีลอซูที่ปลายทาง
กินระยะเวลาในการเดินทางยาวนานประมาณ 3 ชั่วโมง
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือภาพน้ำตกดำ หรือ “ทีลอซู”
เบื้องหน้าที่ยิ่งใหญ่สมคำล่ำลือ
ถึงขนาดที่ชาวต่างชาติยกให้เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามที่สุดในทวีปเอเชียและของโลก
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเดินทางที่สนใจมาเยือน
ควรทราบว่า เขตรักษาพันธุ์ป่าอุ้มผา
จะปิดเส้นทางเดินรถยนต์จากหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยหนองหลวง
ถึงน้ำตกทีลอซู ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2561
แล้วจะเปิดเส้นทางอีกครั้งในวันที่ 1 ตุลาคม 2561…

ยลโฉมทุ่งกะหล่ำปลีที่ภูทับเบิก

หากจะพูดถึง ภูทับเบิก สถานที่แห่งนี้คือยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์
มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร
อยู่ในตำบลวังบาล ห่างจากอำเภอหล่มสักและหล่มเก่าประมาณ 40
กิโลเมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ภูทับเบิก
ยังเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง
ซึ่งได้อพยพมาอาศัยอยู่ที่บ้านทับเบิก
โดยอยู่ในความดูแลของศูนย์พัฒนาสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเพชรบูรณ์
ประกอบอาชีพทำการเกษตรแบบขั้นบันไดตามเชิงเขา โดยในช่วงฤดูฝน ภูทับเบิก
จะมีไร่กะหล่ำปลีเรียงรายเต็มหุบเขา
ถือเป็นภาพที่สวยงามสำหรับนักท่องเที่ยว
และผู้คนที่ต้องการเรียนรู้การปลูกกะหล่ำปลีแบบครบวงจร
ส่วนในช่วงฤดูหนาวจะมีดอกนางพญาเสือโคร่งบานเต็มภูให้เชยชม
นอกจากนี้ ภูทับเบิก ยังอยู่ไม่ไกลจาก เขาค้อ และ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
หากใครต้องการพักชาร์จแบตแบบเต็มสูบแนะนำว่าให้เลือกเก็บทั้ง 3
แลนด์มาร์คที่สำคัญของจังหวะเพชรบูรณ์
แล้วคุณจะหลงรักสถานที่แห่งนี้แบบไม่รู้ตัว ส่วนจุดเด่นของ ภูทับเบิก
คือจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามและอลังการอีกแห่งหนึ่ง
เพราะอย่างที่เราบอกไปว่านี้คือยอดเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดเพชรบูรณ์
ทำให้มีสายหมอกพัดล่องลอยตามไหล่เขาให้ได้ชมแทบทุกจุด
อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของ ภูทับเบิก ก็อย่างที่เราบอกไป
นั่นคือไร่กะหล่ำปลี ซึ่งปัจจุบันแม้จะถูกดัดแปลงทำเป็นรีสอร์ทเยอะ
แต่ก็ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างตามพื้นที่กว้าง เลยไปในส่วนที่ตั้งของไม้กางเขน
และจะมีให้ชมเยอะช่วงเดือนกรกฎาคมและพฤศจิกายนนอกนั้นแล้ว ภูทับเบิก
ยังมีแหล่งเรียนรู้อย่างสถานีวิจัยเพชรบูรณ์ แปลงทดลองทับเบิก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ซึ่งเป็นสถานีสาธิตปลูกพืชเกษตรเมืองหนาว
ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเรียนรู้แนวทางการปลูกพืชเกษตรเมืองหนาว
เผื่อได้ไอเดียมาต่อยอดธุรกิจหรือจะสายทำบุญ ภูทับเบิก ก็มีวัดป่าภูทับเบิก
ซึ่งภายในมีพระมหาเจดีย์โพธิปักขิยธรรม เจดีย์เพชร 37 ยอด
บรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และพระอรหันต์ธาตุ ให้ได้เข้าไปสักการะ และชำระจิตใจ
ส่วนใครที่เป็นสายแอดแวนเจอร์
ก็แบกกระเป๋าลุยเขาไปชมน้ำตกหมันแดง
โดยต้องนั่งรถกระบะเข้าไปที่โรงเรียน ตชด.บ้านหมันขาว
จากนั้นจะมีไกด์นำทางเข้าไป ใช้เวลาทั้งหมดรวมแล้วแค่ 2ชั่วโมงเศษ
แต่รับรองคุ้มแน่นอนสำหรับขาลุย
ซึ่งที่น้ำตกหมันแดง คุณยังจะได้พบกับดอกไม้หายากอย่าง
ดอกลิ้นมังกร ที่จะออกดอกเพียงปีละ 1 ครั้งและจะอยู่ที่ประมาณเดือนสิงหาคม
ใครไม่อยากพลาดปลายฝยต้นหนาวนี้ก็จองตั๋วเดินทางไป
ภูทับเบิก ได้เลย เมืองดาวบนดินรอต้อนรับพวกเราอยู่…

ภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่น มีอะไรที่น่าเที่ยวบ้าง

ช่วงนี้ภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับไต้ฝุ่นเชบี
ส่งผลให้น้ำท่วมอย่างหนัก และต้องปิดสนามบินคันไซเป็นการชั่วคราว
แต่เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์กลับมาปกติ
เราก็สามารถกลับไปเที่ยวกันได้ตามปกติ
ดังนั้นเรามาศึกษากันเอาไว้ก่อนดีกว่าว่าภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีอะไร
บ้างที่น่าสนใจ เพราะบอกได้เลยว่ามันน่าเที่ยวเป็นอย่างมาก
หลายอย่างก็เป็นการเปิดประสบการณ์ต่างๆ
ในแบบฉบับที่ไม่สามารถหาได้ที่อื่นในญี่ปุ่น
และที่จะนำมาแนะนำกันก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น มาเริ่มกันเลย
เริ่มแรกก็คือแหล่งช็อปปิ้งที่นักท่องเที่ยวชาวไทยหลายคนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี
อยู่แล้ว ที่จังหวัดโอซาก้านั้นมีย่านที่เรียกว่าชินไซบาชิ
ถ้าใครยังนึกไม่ออกก็ให้นึกภาพป้ายโฆษณากูลิโกะใหญ่ๆ ที่เป็นนักวิ่งชูมือขึ้น 2
ข้างนั่นแหละ มันเต็มไปด้วยสินค้าต่างๆ มากมาย
ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวแล้วสามารถขอยกเว้นภาษีได้อีกด้วย
โอซาก้ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ อีกมาก
อย่างเช่นปราสาทโอซาก้าที่มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
ขณะที่ธีมพาร์คอย่างยูนิเวอร์แซลสตูดิโอก็กำลังเป็นที่นิยมมากๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซน แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก
สำหรับใครที่ชื่นชอบสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติและวัฒนธรรมจะต้องชอบจัง
หวัดเกียวโต เมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นเป็นแน่
เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ มากมาย ทั้งวัดคิโยมิซุ
หรือที่คนไทยเรียกกันจนติดปากว่าวัดน้ำใส ขณะที่วัดคินคะคุจิ
หรือที่คนไทยเรียกว่าวัดทอง ก็เป็นอีกสถานที่ที่คุ้มค่าสำหรับการไปเยี่ยมชม
ส่วนป่าไผ่ที่อาราชิยามะก็เป็นอีกแห่งที่น่าไปเดินชมความงาม
ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยแน่นอน
สำหรับคนรักธรรมชาติที่ชื่นชอบสัตว์ด้วยก็น่าจะชอบจังหวัดนาระ
ที่บริเวณวัดไดบุตสึจะมีกวางเดินอยู่ขวักไขว่
เราสามารถที่จะซื้อขนมเซมเบ้เพื่อให้มันกินได้ด้วย
ขณะที่ทางวัดเองก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต
และยังมีอาคารไม้ที่ได้รับการบันทึกว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย
สำหรับคนที่ชื่นชอบอาหาร บอกได้เลยว่าภูมิภาคคันไซนั้นมีของดีเพียบ
โดยที่เด่นๆ เลยก็มีทาโกะยากิ ที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของทางโอซาก้า
ขณะที่ทางจังหวัดเฮียวโงะ
ซึ่งมีเมืองเอกคือโกเบก็ขึ้นชื่อเป็นอย่างมากในด้านเนื้อวัว
ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปเลยว่าเนื้อโกเบ
นี่ก็คือบางส่วนของอาหารที่ใครมาเยือนภูมิภาคคันไซแล้วก็ควรหาโอกาสชิมให้ได้สักครั้ง
นี่แหละคือสิ่งต่างๆ
ที่น่าสนใจของภูมิภาคคันไซที่รอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ดีๆ กัน…

ส่องประเทศลาวมีอะไรสถานที่อะไรน่าเที่ยวบ้าง

หลายๆคนคงมีความฝันอยากที่จะออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นในดินแดนยุโรปหรือทวีปอื่นๆก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่ามันอาจจะไกลเกินไปงั้นเลือกเที่ยวประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของประเทศไทยก็แล้วกัน
วันนี้เราอยากจะมาพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
บ้านพื่เมืองน้องของเรา ด้วยความที่ใช้ภาษาใกล้เคียงกัน
ทำให้การสื่อสารดูจะง่ายกว่าการเงินทางไปประเทศอื่นๆ
แน่นอนว่า ลาว นั้นคือประเทศที่มีดินแดนล้อมรอบไปด้วยภูเขา,ป่า มีการรักษาธรรมชาติเอาไว้
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเขตแดนที่ติดกันทะเล
แต่ก็ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้, ภูเขา อย่างที่บอกไปข้างต้น
ไปดูกันว่าดีกว่าว่าลาวนั้นมีอะไรน่าท่องเที่ยวบ้าง

1.เมืองหลวงพระบาง
หลวงพระบางไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศลาว
แต่เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะในเอเชียหรือยุโรปต่างเดินทางไปท่องเที่ยวกัน
สำหรับเมืองหลวงพระบางนั้นจะเต็มไปด้วยอารยธรรมเก่าแก่มีวัดมากมาย
ซึ่งสื่อถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของประเทศได้เป็นอย่างดี
โดยได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย

2.วังเวียง
สำหรับ วังเวียง นั้นจะอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงพระบาง
เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ภูเขา, แม่น้ำ มีกลุ่มชนเผาต่างๆ
อาศัยอยู่ที่นี่ ด้วยความสวยงามจนถูกยกให้เป็น “กุ้ยหลินเมืองลาว”
ทำให้เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่มักจะมาทำกิจกรรม ล่องห่วงยาง,
พ่ายเรือคายัค เป็นต้น

3.เมืองเวียงจันทร์
เวียงจันทร์คือเมืองหลวงของประเทศลาว
ซึ่งเมืองนี้จะมีสถานที่น่าท่องเที่ยวหลักๆ คือ พระธาตุหลวง
ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของประเทศลาว นอกจากนี้ยังมีประตูชัยหรือประตูไซ
ที่เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างเพื่อรำลึกถึงประชาชนที่เสียชีวิตจากสงคราม
การปฏิวัติคอมมิวนิสต์
โดยเป็นการสร้างในลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส

4.แขวงจำปาสัก
เป็นแขวงที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศลาว
มีดินแดนติดกับประเทศไทยและกัมพูชาถือว่าเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสาม
ของลาว และยังเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐีกิจด้วย ซึ่งแขวงจำปาสัก
นั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติมีเกาะแก่งเกิดขึ้นมากมาย
โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้แก่ น้ำตกคอนพะเพ็ง
ที่นับว่าสวยงามมาก ปราสาทวัดพู
ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของลาว
รวมไปถึงแก่งหลีผีที่มักจะมีนักท่องเที่ยวไปชมธรรมชาติของสายน้ำ

5.เวียงไซ
สถานที่น่าสนใจคือ “ถ้ำผู้นำ”
ที่มีประวัติคือสร้างเอาไว้เพื่อเป็นสถานที่หลบภัยของแกนนำทหารคอมมิวนิสต์ในสมัยก่อน
แต่ถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกห้องพัก
ห้องรับแขก ห้องประชุม โรงเรียน โรงพยาบาล ห้องหลบภัย
โรงภาพยนตร์ ห้องสำหรับเล่นกีฬา ฯลฯ
ซึ่งสามารถรองรับผู้อาศัยได้ประมาณ 20,000 คน…

แนะนำการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ประเทศเล็กๆ ที่มีอะไรหลายอย่างน่าสนใจ

สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผู้คนนิยมเดินทางไปเที่ยวกัน
นั่นเพราะว่าแม้พื้นที่ของมันจะไม่ได้กว้างใหญ่มาก
แต่มันก็มีเสน่ห์ในแบบเฉพาะตัว มีหลายอย่างที่น่าสนใจไม่น้อย
เริ่มต้นกันที่ความสนุกความบันเทิง ที่เกาะเซนโตซ่านั้นเป็นที่ตั้งของ ยูนิเวอร์ซัล
สตูดิโอ สิงคโปร์ ซึ่งเป็นธีมพาร์คที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ดังนั้นจึงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก ไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นที่ชื่นชอบมัน
เพราะต่อให้โตแล้วก็สามารถหาความสุขจากที่นี่ได้อย่างไม่เคอะเขิน
นอกเหนือจากนั้นแล้วที่เกาะเซนโตซ่าก็ยังมีความบันเทิงอีกมาก อย่างเช่น
ทริคอายมิวเซียม, มาริน่า ไลฟ์ พาร์ค, พิพิธภัณฑ์ มาดาม ทูโซด์ รวมไปถึง เมก้า แอดเวนเจอร์
เรียกได้ว่ามีความสนุกและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบให้ได้เลือกสรร
ไม่ว่าจะเป็นคนชอบอะไรแบบไหนก็ไม่มีเบื่ออย่างแน่นอน
ไปยังตัวเมืองกันบ้าง สำหรับคนที่ชื่นชอบการช็อปปิ้ง ไม่ควรพลาด มารินา เบย์
แซนด์ส ซึ่งรวบรวมร้านค้าแบรนด์ดังต่างๆ เอาไว้มากมายที่นี่ ที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ
ถนนออร์ชาร์ด ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วในฐานะย่านช็อปปิ้งของสิงคโปร์
ขณะที่ย่านไชน่าทาวน์ก็มีของขายให้เลือกซื้อตามแบบฉบับชาวจีนเช่นกัน
นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบแนวธรรมชาติจะต้องหลงรัก การ์เดน บาย เดอ เบย์
ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างธรรมชาติกับศิลปะแบบโมเดิร์น
นอกเหนือไปจากสวนสวยๆ
และดอกไม้ให้เลือกชมกันแล้วก็ยังมีโดมน้ำตกจำลองสวยๆ
ให้เข้าไปสัมผัสความงดงามของมันกันอีกด้วย ขณะที่ โบทานิก การ์เด้นส์
ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนักก็เป็นอีกสถานที่ที่คนรักธรรมชาติน่าจะชื่นชอบ
เรื่องของศิลปะวัฒนธรรมก็มีให้เลือกชม อย่างเช่น มัสยิดสุลต่าน
ที่เป็นมัสยิดสำคัญสำหรับชาวมุสลิมที่นี่
โดยเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่มีความสวมงาม
ขณะที่วัดแขกศรีมาริอัมมันก็มีสถาปัตยกรรมในแบบฉบับของตัวเอง
สามารถเพลิดเพลินไปกับศิลปะงานแกะสลักรูปเทวดาต่างๆ
ตามความเชื่อฮินดูได้อย่างเต็มที่
ใครที่ชื่นชอบการปาร์ตี้สังสรรค์ช่วงกลางคืน จะต้องชื่นชอบการไปนั่งจิบเบียร์ที่
คลาร์กคีย์ ซึ่งบรรยากาศคึกคักเป็นอย่างมาก
แม้ว่าจะไปคนเดียวก็เชื่อได้เลยว่าไม่มีเหงาอย่างแน่นอน เผลอๆ
อาจได้เพื่อนใหม่เป็นมิตรภาพระหวางท่องเที่ยวกันอีกด้วย
นี่คือหลากหลายความน่าสนใจของประเทศเล็กๆ
อย่างสิงคโปร์ที่รอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปค้นหา
ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย
เพราะว่าเดินทางไปจากบ้านเราไม่นานเลย
ของแบบนี้ถ้ามีโอกาสก็น่าจะเดินทางไปพิสูจน์กันเอาเอง
แล้วจะรู้ว่าสิงคโปร์นั้นมีอะไรที่น่าสนใจมากมายอย่างที่ได้บรรยายเอาไว้จริงๆ…

ไหว้หลวงพ่อขาว เขาใหญ่

เขาใหญ่นั้นมีระยะทางห่างจากกรุงเทพประมาณ 180 กิโลเมตรครับ
ขับรถก็จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงได้
ยังก็ลองวางแผนกันดูครับว่าจะออกจากกรุงเทพกี่โมง ถนนหนทางก็ดีเลยครับ
ขับไม่ยากเท่าไหร่ วิ่งออกถนนพลโยธิน ไปทางสระบุรี เข้าถนนมิตรภาพ
ใครกลัวจะหลงผมแนะนำให้โหลดแอฟ กูเกิ้ลแมพมาใช้ครับ
เพราะทริปนี้ผมใช้กูเกิ้ลแมพนำทางมาเหมือนกัน เดียวไปเริ่มเที่ยวเขาใหญ่กันเลย
วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม หลวงพ่อขาว เขาใหญ่
จุดแรกที่จะแวะเที่ยวนั้นก็คือวัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม หลวงพ่อขาว เขาใหญ่
ครับวิธีการเดินทางมาก็ไม่ยากครับปักมุดจากกูเกิ้ลแล้วขับตามมาได้เลยหลายๆคน
คงจะเคยเห็นภาพสวยๆ จากคนที่มาเที่ยวเขาใหญ่
เป็นพระองค์ใหญ่สีขาวตั้งอยู่บนเขามีถนนมุ่มตรงไปยังองค์พระ
ซึ่งผมเห็นภาพแล้วก็คิดไว้ว่า จะต้องมาเที่ยวถ่ายรูปให้ได้
เมื่อมีโอกาสมาเที่ยวเขาใหญ่รอบนี้เลยไม่พลาดครับ หาข้อมูลมาได้ว่าวัดนี้คือ
วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม หรือ วัดหลวงพ่อขาว นั่นเอง
สำหรับการเดินทางมาวัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม หรือวัดหลวงพ่อขาว
ก็ไม่ยากครับ เริ่มต้นเดินทางจากริมถนนมิตรภาพ หลักกิโลเมตร 151 มุ่งหน้า
จ.นครราชสีมา (สังเกตุง่าย ๆ พบเห็นร้าน Fly Now ทางขวามือ ก็กลับรถได้เลย)
ที่ตั้งของวัดอยู่ห่างจากถนนใหญ่ตรงไปประมาณ 2 กม.ครับ
เลี้ยวซ้ายจากถนนใหญ่เข้ามาก็พบแล้วครับ หลวงพ่อขาว
วิธีสังเกตุง่ายๆก็คือเราจะสามารถมองเห็นหลวงพ่อขาวตั้งเด่นสง่าอยู่บนเขา
ถ้าเห็นแบบนี้ก็แสดงว่าใกล้ถึงแล้ว
ข้อมูลวัดหลวงพ่อขาว เขาใหญ่
วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม ตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า หมู่บ้านกลางดง
ทางฝั่งขวาของทางหลวงหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) ตรงหลักกิโลเมตรที่ 150
มีทางแยกเข้าไปอิก 2 กิโลเมตร มีถนนราดยางเข้าไปถึงวัด
ที่วัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรสีขาว ขนาดใหญ่ ชื่อว่า
พระพุทธสกลสีมามงคลชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า หลวงพ่อขาว ขนาดหน้าตักกว้าง
27.25 เมตร สูง 45 เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก
โดดเด่นอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับพื้นดิน 112 เมตร
ทางซ้ายและทางขวาขององค์พระพุทธรูป
สร้างโค้งเว้าในลักษณะใบโพธิ์ บันไดทั้งหมด มี 1250 ขั้น หมายถึง
จำนวนพระอรหันต์ที่ไปชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายในวันมาฆบูชา
องค์พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่เหนือพื้นดิน 112 เมตรหรือ 56 วา หมายถึงพระพุทธคุณ 56 ประการ
องค์พระสูง 45 เมตร หมายถึง พระพุทธองค์โปรดเวไนยสัตว์อยู่ 45 พรรษา
หรือเรียกว่า ทรงทำพุทธกิจอยู่ 45 พรรษา หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว…

“น้ำตกแม่ยะ” อดีตน้ำตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย

น้ำตกแม่ยะ อยู่ทางเดียวกับทางไปเที่ยวดอยอินทนนท์ หากใครมีโอกาสไปเที่ยวดอยอินทนนท์
ก็ลองแวะไปชมความสวยงามยิ่งใหญ่ ได้เลยรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน ในเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์มีน้ำตกหลายแห่งเช่น
น้ำตกสิริภูมิ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกสิริธาร น้ำตกวชิรธาร ฯลฯ แต่น้ำตกแม่ยะ บอกได้เลยว่าสวยสุดๆ
และเคยเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดของประเทศไทย ก่อนที่น้ำตกทีลอซู ที่จังหวัดตาก จะถูกปรับขึ้นไปเป็นอันดับที่ 1 แทน
หากมาถึงลานจอดรถน้ำตกแม่ยะแล้ว จะต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 500 เมตร
ถึงจะเจอกับน้ำตกแม่ยะความสวยงามของน้ำตกแม่ยะที่ธรรมชาติสร้างนี้เกิดจากสายน้ำจากลำห้วยแม่ยะตกได้ตกจากหน้าผาสูงชันไหลลดลงมาประมาณ 30ชั้นโดยความสูงทั้งหมด ประมาน 270 เมตร
ในช่วงฤดูฝน สายน้ำที่ไหลลินลงมาจะแผ่กว้าง กินบริเวณไปไกลมากกว่า 100 เมตร ละอองไอน้ำกระจายเต็มไปหมด
แล้วลินไหลลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำด่านล่าง ดูแล้วเพรินตา ฟินสุดๆ
แต่ต้องระวังระวังเรื่องของพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนห้ามเล่น ซึ่งในบางส่วนของน้ำตก เป็นผาชะง่อนหิน
ให้เข้าไปหลบน้ำที่ตกลงมาโดยเรายืนมองอยู่ในม่านน้ำ สัมผัสกับความสวยสดงดงามของธรรมชาติอีกมุมมองหนึ่ง
แล้วลงเล่นน้ำที่แอ่งด้านล่างอย่างสุดเหวียง
น้ำตกแม่ยะใน ฤดูแล้ง ปริมาณน้ำ จะลดลงมาก แต่สายน้ำตกจะดูใสสะอาดกว่าฤดูอื่นๆ
บริเวณน้ำตกแม่ยะ เป็นป่าไม้พรรณไม้ร่มรื่นเหมาะสำหรับการ ไปเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ ทางด้านท้ายน้ำตกแม่ยะ
จะเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้ติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หรือกังหันลม เพื่อนำน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย
นักท่องเที่ยวท่าใดที่เอาเต้นท์มาก็สามารถมากางพักแรมที่น้ำตกแม่ยะได้
แต่ต้องติดต่อขอสถานที่กางเต้นท์กับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทางอุทยานจะไม่มีเต้นท์ให้เช่า
ส่วนการเดินทางมาน้ำตก เเม่ยะ มีดังนี้
มุ่งตรงไปทางทิศใต้ ใช้เส้นทางหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ระยะทางกว่า 60 กิโลเมตร จะเจอ ทางสามแยก ซึ่งเป็นทาง
แยกเดียวกับทางขึ้นดอยอินทนนท์ จากนั้น เลี้ยวไปทางด้านขวา ตรงเข้าทางหลวง 1009 ไปประมาณ 1 กิโลเมตร
เลี้ยวซ้ายเข้าไป 14 กิโลเมตร และเดินเท้าเข้าไปไกลกว่า 200 เมตร ก็จะพบกับน้ำตกแม่ยะ นั้นเอง…

ยะลา ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด!

แน่นอนว่าหากจะพูดถึง ยะลา เชื่อเหลือเกินว่า จากข่าวสารที่แพร่ออกมา
ซึ่งถือเป็นพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ทำให้หลายคนหวาดหวั่นในเรื่องความปลอดภัย หากจะเดินทางไปเที่ยว
อย่างไรก็ตามแท้จริงแล้ว จังหวัดแห่งนี้ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
เพราะที่นี่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายที่น่าสนใจ
ที่สำคัญยังโดดเด่นเรื่องวัฒนธรรมด้วย ที่ผสมผสานกับทั้งชาวพุทธ และอิสลาม เข้าด้วยกัน และวันนี้เราจะพามารู้ว่า เที่ยวยะลา
ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
เริ่มจาก มัสยิดกลางอําเภอเบตง อิหม่ามหะยีหะมะ ดาเดะ
เป็นมัสยิดที่ถูกก่อสร้างขึ้น โดยการเก็บรวมรวบเงินจากชาวมาลยู
ซึ่งไฮไลต์ของมัสยิดแห่งนี้ ยึดโครงสร้างและรูปแบบมาจากประเทศมาเลเซีย
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในศูนย์รวมใจและมัสยิดที่สวยที่สุดในประเทศไทยอีกหนึ่งแห่ง
ต่อมาเป็น ป้ายใต้สุดสยาม
แม้ว่าป้ายแห่งนี้จะไม่มีประวัติความเป็นมาอะไรมากนัก
แต่ก็เป็นป้ายสัญลักษณ์ที่สำคัญ เพราะเป็นป้ายกั้นเขตระหว่าง ประเทศไทยและ ประเทศมาเลเซีย
ที่สำคัญยังมีเอกลักษณ์ลายเส้นแผนที่ประเทศไทยสีทองโดดเด่นสลักบนป้ายหินอ่อน
เรียกได้ว่าหากใครแวะผ่านมาแถวนี้ ต้องไม่ลืมเซลฟี่เก็บไว้เป็นที่ระลึก
ปิดท้ายกันที่ พระมหาธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ ที่นี่เป็นมหาธาตุเจดีย์
ที่สวยงามที่สุดในภาคใต้ มีความกว้าง 39 เมตร สูง 39.9 เมตร
แถมยังมีเอกลักษณ์เป็นสีทอง เรียกได้ว่า เที่ยวยะลา ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
และ ยังมีอีกหลายสถานที่ที่เราไม่ได้แนะนำ แต่ถ้าใครอยากรู้
ต้องลองไปสักครั้งในชีวิต
ขณะเดียวกัน เราเชื่อเหลือเกินว่า จังหวัดยะลาแห่งนี้นั้น
ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมาย และนั่นแสดงให้เห็นว่า
หนึ่งในจังหวัดสามชายแดนใต้แห่งนี้ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด…