ไหว้หลวงพ่อขาว เขาใหญ่

เขาใหญ่นั้นมีระยะทางห่างจากกรุงเทพประมาณ 180 กิโลเมตรครับ
ขับรถก็จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงได้
ยังก็ลองวางแผนกันดูครับว่าจะออกจากกรุงเทพกี่โมง ถนนหนทางก็ดีเลยครับ
ขับไม่ยากเท่าไหร่ วิ่งออกถนนพลโยธิน ไปทางสระบุรี เข้าถนนมิตรภาพ
ใครกลัวจะหลงผมแนะนำให้โหลดแอฟ กูเกิ้ลแมพมาใช้ครับ
เพราะทริปนี้ผมใช้กูเกิ้ลแมพนำทางมาเหมือนกัน เดียวไปเริ่มเที่ยวเขาใหญ่กันเลย
วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม หลวงพ่อขาว เขาใหญ่
จุดแรกที่จะแวะเที่ยวนั้นก็คือวัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม หลวงพ่อขาว เขาใหญ่
ครับวิธีการเดินทางมาก็ไม่ยากครับปักมุดจากกูเกิ้ลแล้วขับตามมาได้เลยหลายๆคน
คงจะเคยเห็นภาพสวยๆ จากคนที่มาเที่ยวเขาใหญ่
เป็นพระองค์ใหญ่สีขาวตั้งอยู่บนเขามีถนนมุ่มตรงไปยังองค์พระ
ซึ่งผมเห็นภาพแล้วก็คิดไว้ว่า จะต้องมาเที่ยวถ่ายรูปให้ได้
เมื่อมีโอกาสมาเที่ยวเขาใหญ่รอบนี้เลยไม่พลาดครับ หาข้อมูลมาได้ว่าวัดนี้คือ
วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม หรือ วัดหลวงพ่อขาว นั่นเอง
สำหรับการเดินทางมาวัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม หรือวัดหลวงพ่อขาว
ก็ไม่ยากครับ เริ่มต้นเดินทางจากริมถนนมิตรภาพ หลักกิโลเมตร 151 มุ่งหน้า
จ.นครราชสีมา (สังเกตุง่าย ๆ พบเห็นร้าน Fly Now ทางขวามือ ก็กลับรถได้เลย)
ที่ตั้งของวัดอยู่ห่างจากถนนใหญ่ตรงไปประมาณ 2 กม.ครับ
เลี้ยวซ้ายจากถนนใหญ่เข้ามาก็พบแล้วครับ หลวงพ่อขาว
วิธีสังเกตุง่ายๆก็คือเราจะสามารถมองเห็นหลวงพ่อขาวตั้งเด่นสง่าอยู่บนเขา
ถ้าเห็นแบบนี้ก็แสดงว่าใกล้ถึงแล้ว
ข้อมูลวัดหลวงพ่อขาว เขาใหญ่
วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม ตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า หมู่บ้านกลางดง
ทางฝั่งขวาของทางหลวงหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) ตรงหลักกิโลเมตรที่ 150
มีทางแยกเข้าไปอิก 2 กิโลเมตร มีถนนราดยางเข้าไปถึงวัด
ที่วัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรสีขาว ขนาดใหญ่ ชื่อว่า
"พระพุทธสกลสีมามงคล" ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า หลวงพ่อขาว ขนาดหน้าตักกว้าง
27.25 เมตร สูง 45 เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก
โดดเด่นอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับพื้นดิน 112 เมตร
ทางซ้ายและทางขวาขององค์พระพุทธรูป
สร้างโค้งเว้าในลักษณะใบโพธิ์ บันไดทั้งหมด มี 1250 ขั้น หมายถึง
จำนวนพระอรหันต์ที่ไปชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายในวันมาฆบูชา
องค์พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่เหนือพื้นดิน 112 เมตรหรือ 56 วา หมายถึง
พระพุทธคุณ 56 ประการ
องค์พระสูง 45 เมตร หมายถึง พระพุทธองค์โปรดเวไนยสัตว์อยู่ 45 พรรษา
หรือเรียกว่า ทรงทำพุทธกิจอยู่ 45 พรรษา หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ผัดหมี่กะทิ

ผัดหมี่กะทิ เป็นอาหารว่างไทยโบราณนิยมทำขึ้นในงานบวชและงานบุญต่างๆ
เมื่อรับประทานตามความเชื่อคือเปรียบเส้นหมี่ที่ยาวกับช่วงชีวิตที่ยาวขึ้น
โดยในประเทศไทยจะมี หมี่กะทิทางภาคกลาง กับหมี่กะทิญวนทางภาคอีสาน
อย่างไรก็ตาม แม้ หมี่กะทิทางภาคกลาง กับหมี่กะทิญวนทางภาคอีสาน จะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันและเป็นส่วนสำคัญในเมนูอาหารไทยโบราณชนิดนี้
คือรับประทานกับผัก เพื่อชูรสชาติให้หมี่กะทิดียิ่งขึ้น
โดยส่วนผสมในการทำ หมี่กะทิ ในส่วนของเส้นหมี่
ตามสูตรโบราณแท้ๆ กอปรด้วย กะทิ 1 ถ้วย,
เนื้อเต้าเจี้ยวขาวโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ,
เต้าหู้เหลืองหั่นเป็นชิ้น 1/4 ชิ้น, หมูสับ 1/2 ถ้วย, กุ้งสับ 1/4 ถ้วย,
พริกแห้งเม็ดใหญ่คั่วป่นละเอียด, หอมแดงซอย 1/4 ถ้วย,
น้ำมะขามเปียก และ น้ำตาลโตนด หรือ น้ำตาลปี๊บ
ขณะที่ส่วนผสมในการทำ หมี่กะทิ
ในส่วนของหน้าหมี่กะทิตามสูตรโบราณแท้ๆ กอปรด้วย กะทิ 1
ถ้วย, เส้นหมี่แห้ง 180 กรัม และ ซอสมะเขือเทศเข้มข้น 4 ช้อนโต๊ะ
รวมไปถึงผักแกล้มต่างๆ ตามใจชอบ แต่ตามสูตรคือ ถั่วงอก,
ใบกุยช่าย และ หัวปลี
เริ่มแรกจะจัดการในส่วนหน้ากะทิก่อน จัดการนำ กะทิ 1
ถ้วย ที่คุ้นจาก มะพร้าว 2.5 ขีด เทใส่หม้อหรือกระทะใบเล็กๆ
แล้วนำไปตั้งไฟกลาง พร้อมทั้งคอยคนเป็นระยะ ๆ
จนกว่ากะทิจะเดือด เมื่อเดือดก็ปล่อยทิ้งไว้จนแตกมัน
จากนั้นหันมาทำในส่วนของเส้นหมี่กะทิ โดยนำ กุ้งบด
ผสมกับ หมูบด พร้อมตักกะทิในหม้อ 1 ทัพพี
ลงมาใส่ในชามหมูบด พร้อมผสมหมูบดให้เข้ากับน้ำกะทิ
แล้วเทส่วนผสมทั้งหมด ลงในหม้อกะทิ คนให้เข้ากันทิ้งระยะรอหมูสุก
เมื่อ หมูสุก ให้ใส่ หอมซอย กับ เต้าหู้เหลือง
ที่เราหั่นไว้แล้วลงไป ตามด้วย เต้าเจี้ยวขาวโขลก และ พริกป่น
ซึ่งหากใครไม่ชอบเผ็ด ก็ไม่ต้องใส่พริก
แล้วทิ้งระยะให้หอมสุกสักพัก โดย เต้าเจี้ยวขาวที่ใช้
ไม่ใช้เต้าเจี้ยวเป็นขวด อย่าสับสนเป็นอันขาด
คราวนี้หันมาผสมเครื่องปรุงรสบ้าง โดยนำ น้ำตาลปี๊บ ,
น้ำเต้าเจี้ยว และ น้ำส้มมะขามเปียก ผสมเข้าด้วยกัน เมื่อผสมเสร็จก็เทใส่ลงไปในหม้อกะทิเลย
ชิมรสเอาตามใจชอบก่อนเทลงหม้อกะทิแต่โดยรวมให้เปรี้ยวหวานเข้าไว้
รสเค็มจะใช้น้ำหมักเต้าเจี้ยวขาวปรุง ไม่ใช้น้ำปลา
หลังจากนั้นก็เคี่ยวไปสักระยะ ให้น้ำกะทิงวดและสีเข้มขึ้น
ก็จะได้ &หน้ากะทิ&ที่เราต้องการ ที่เหลือก็แค่ทำในส่วนของเส้นหมี่
เริ่มจากนำหมี่ไปแช่น้ำจนนิ่ม แล้วนำไปลวกในน้ำเดือด
พอนิ่มดีก็ตักแช่น้ำเย็น พักสะเด็ดน้ำ รอปรุง
โดยระหว่างที่รอเส้นหมี่สะเด็ดน้ำ ให้นำ กะทิ
ใส่กระทะตั้งไฟกลางค่อนไปทางอ่อน แล้วเคี่ยวให้กะทิแตกมัน
จากนั้นใส่ ซอสมะเขือเทศ ลงไป ตามด้วย เส้นหมี่
เคล้าให้เข้ากันดี เป็นอันได้หมี่สีชมพูที่ใครๆ
ต่างหลงใหลในสีสันและรสชาติ
สุดท้ายเมื่อ เส้นหมี่ ดูดน้ำกะทิจนแห้งแล้ว ก็เอา ถั่วงอก และ
ใบกุยช่าย หั่นเป็นท่อนใส่ตามลง คลุกให้เข้ากันพอผักสุก
ก็ปิดไฟออกพักไว้ไว้ในหม้อหรือกาละมังที่มีฝาปิด
เพื่อไม่ให้เส้นหมี่แห้ง รอเสิร์ฟรับประทานได้อร่อยไม่มีเบื่อ…

บ้านแม่กำปอง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านแม่กำปอง ตั้งอยู่ที่ อ.แม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างเล็ก
ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาที่ถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติ และมีน้ำตกที่สวยงามอยู่ในหมู่บ้านอีกด้วย
มีต้นไม้มากมายหลากหลายชนิดและ ลำธาร
และสิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือที่นี่ ได้ถูกก่อตั้งมาเป็นเวลานานกว่า 100 ปี! แต่ด้วยเป็นหมู่บ้านที่เล็ก
ประชากรเลยไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ ได้อพยพมาจาก อำเภอดอยสะเก็ด
เพื่อมายึดอาชีพทำสวนเมี่ยง เป็นอาชีพหลักที่นี่
และชาวบ้านส่วนใหญ่จะชอบตั้งที่พักอาศัยหรือบ้านเรือนใกล้ๆกับลำธาร
แต่ก่อนหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีชื่อ จนวันนึกมีดอกไม้ชนิดหนึ่ง สีเหลืองทอง ได้ขึ้นอยู่ตามริมลำธาร
ซึ่งดอกไม้ชนิดนั้นเรียกว่าดอก กำปอง และนี่แหละคือจุดกำเนิดของ ชื่อหมู่บ้านแม่กำปอง
หลายคนอาจสงสัยว่าละคำว่าแม่มาจากไหน คือ ชื่อของดอกไม้ที่เอามาผสมกับแม่น้ำลำธาร แม่
ก็คือแม่น้ำลำธาร ส่วน กำปอง ก็คือดอกไม้เกิดขึ้นใกล้ๆ กับแม่น้ำ นั้นเอง
โดยภายในหมู่บ้าน ยังมีร้านกาแฟเล็ก ๆ เอาไว้ นั่งจิบกาแฟร้อน ๆ พร้อมกับนั่งชมวิวอันสวย และยังมีน้ำตก
และก็วัดเพื่อให้เข้าไปทำบุญในวันว่างๆ เพื่อจิตใจจะได้แจ่มใสและสดชื่นอีกด้วย
และการได้ใช้ชีวิตในแต่ละวันที่ไม่วุ่นวาย ไม่มีเสียงรถรา และไม่มีข่าวที่สะเทือนใจในทุก ๆ วัน
จะมีความสุขแค่ไหน หากคุณได้ไปใช้ชีวิตใน หมู่บ้านแม่กำปอง
จะทำให้คุณลืมการใช้ชีวิตในเมืองที่วุ่นวายเหล่านั้นไปทันทีทันใด…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ขนมจีนซาวน้ำ

ขนมจีนได้ยินเมนูนี้ใครหลายคนอาจรอตะเบ็งคอเป็นเอ็นแล้วเถียงว่า
“ขนมจีน ไหนอาหารไทยโบราณ?” ขอบอกตรงนี้ก่อนเลยว่า
ขนมจีน ไม่ได้มาจาก จีน แผ่นดินใหญ่ เหมือนที่เราเล่นมุขกันนะครับ
แต่มาจากคำมอญ “คนอมจิน” ที่แปลว่าแป้งก้อนที่ทำให้สุกแล้ว
ดังนั้น จึงสันนิษฐานได้ว่า ขนมจีนเป็นอาหารประจำภูมิภาคของเอเชียตะวันออก เพราะคำว่า
แป้งก้อนที่สุกแล้ว หากแผ่นดินไหนปลูกข้าวเจ้าได้
มีครกตำข้าวให้เป็นแป้งได้ ก็คงจะรู้จักวิธีจับแป้งโรยเป็นเส้นต่างๆเหมือนกันหมดนั่นแหละ
ส่วนประวัติความเป็นมาของ “ขนมจีนซาวน้ำ”จุดนี้ค้นข้อมูลชัวร์ไม่เจอจริงๆ
ดังนั้นขอมโนไปว่าเป็นอาหารที่กำเนิดตั้งแต่คนไทยรู้จักโรยแป้งเป็นเส้นแล้วเรียกขนมจีน
ประมาณสมัยสมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 กระมั้ง
นั่นก็เพราะในตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ของท่านผู้หญิงเปลี่ยนภาสกรวงศ์ มีตำรับ “เข้าซาวน้ำ”
ใช้เครื่องปรุงหลักทุกอย่างเหมือน “ขนมจีนซาวน้ำ” ทุกอย่าง
เช่นเดียวกับในหนังสือคึกฤทธิ์พ่อครัวหัวป่าก์ ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ปราโมช
ว่าแล้วเราก็มาลองปรุงเมนูอาหารไทยโบราณอย่าง
ขนมจีนซาวน้ำ กันดูดีกว่า เริ่มจากเตรียมวัตถุดิบ ไล่ตั้งแต่
ขนมจีน, หัวกะทิ, เนื้อปลากรายขูด, รากผักชี, กระเทียม,
พริกไทย, ขิงอ่อน, พริกขี้หนูซอย, สับปะรด, ไข่เป็ด, กุ้งแห้ง,
เกลือป่น, มะนาว, ลูกมะดันหรือตะลิงปลิง และ
น้ำตาลทรายหรือน้ำตาลปิ๊บเคี่ยว เครื่องเยอะจริงเชียว
วิธีทำเริ่มจากโขลก กระเทียม รากผัก, และ พริกไทย
เข้าด้วยกัน จากนั้นใส่เนื้อปลากรายลงไปและนำน้ำแข็งใส่เกลือลงในชาม
เอาสากลงไปจุ่มแล้วเอามาตำในเนื้อปลากรายเพื่อให้เหนียว
ตำจนปลากรายเหนียวเป็นอันใช้ได้จากนั้นหันมาตั้งน้ำต้มให้เดือด
แล้วปั้นเนื้อปลากรายเป็นก้อนๆ(หรือจะเรียกว่าลูกชิ้นปรากรายก็ได้)
ลงไปต้มให้สุกจากนั้นตักขึ้นใส่น้ำเย็นที่ใส่น้ำแข็งลงไปด้วย
เพื่อให้ลูกชิ้นเด้งน่ารับประทาน เป็นอันเสร็จขั้นตอนเตรียมปลากรายเด้ง
คราวนี้เราจะมาเริ่มทำน้ำกันต่อ เริ่มจากเอา หัวกะทิลงภาชนะ เปิดไฟใส่เกลือเล็กน้อย
แล้วใส่เนื้อลูกชิ้นปลากรายที่เราต้มแล้วลงไปในน้ำกะทิเอาแค่พอเดือดปุดๆ อย่าให้กะทิแตกมันเด็ดขาด
ปิดไฟแล้วพักรอได้เลยสุดท้ายเราจะมาเตรียมเครื่องเคียงขนมจีน ไล่ตั้งแต่นำ
ขิงอ่อน และ มะดัน มาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วหั่น มะนาว เป็นซีก
วางพักไว้ในถ้วย ตามด้วยนำ สับปะรด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
แล้วพักไว้อีกถ้วย ทั้งหมดใส่ถ้วยเล็กพอมือหยิบเท่านั้น
แค่นี้ยังไม่หมด นำ ไข่เป็ด ไปต้มเป็นไข่ยางมะตูม
และผ่าครึ่งพักไว้อีกถ้วย ต่อด้วยนำ กุ้งแห้ง
ไปโขลกให้ละเอียดขึ้นฟู วางพักไว้อีกถ้วย ต่อด้วยหั่น กระเทียม
และพริก เป็นชิ้นเล็กๆ วางพักอีกถ้วย ปิดท้ายที่ น้ำตาลทราย และ
น้ำกะทิลูกชิ้นปลากราย เป็นอันเสร็จสิ้น ขนมจีนซาวน้ำ…