หนังสือเดินทาง สิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวขาดไม่ได้

หนังสือเดินทาง หรือที่เรียกกันว่า Passport สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศนั้น
เป็นเอกสารที่จำเป็น และ Passport ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ โดยภายในจะระบุข้อมูลต่างๆ
ที่จำเป็น เช่น ชื่อผู้เดินทาง ลายมือชื่อรูปถ่าย อายุ สัญชาติ
และการที่เรามีเล่มของหนังสือเดินทางนั้น ก็เป็นอีกหลักฐานในการขอหนังสือลงตรา
หรือที่เรียกว่า Visa นั่นเอง
หนังสือเดินทาง (Passport) ประเภทต่างๆ
● หนังสือเดินทางทูต (Diplomatic)
เป็นหนังสือเดินทางสำหรับนักการทูตและข้าราชการการเมือง
เพื่อใช้เดินทางไปราชการต่างประเทศเท่านั้น ตัวเล่มจะมีสีแดงสด
● หนังสือเดินทางราชการ (Official Passport) เป็นหนังสือเดินทางสำหรับข้าราชการ
สำหรับเดินทางไปราชการนั้นๆ ตัวเล่มจะเป็นเล่มสีน้ำเงิน
● หนังสือเดินทางยกเว้นค่าธรรมเนียม (Gratis)
เป็นหนังสือเดินทางสำหรับข้าราชการเกษียณอายุ, พนักงานของรัฐ
และข้าราชการที่จะเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศโดยทุนส่วนตัว
หรือไปฝึกอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ จะเป็นเล่มสีน้ำตาล
● หนังสือเดินทาง (Passport) เป็นหนังสือเดินทางสำหรับประชาชนทั่วไป
หรือข้าราชการ และพนักงานของรัฐ
ก็สามารถใช้ในกรณีที่เดินทางไปต่างประเทศแบบส่วนตัว เช่นเพื่อการท่องเที่ยวเป็นต้น
ตัวเล่มจะเป็นสีเลือดหมู
เอกสารที่จำเป็นในการทํา Passport
สำหรับประชาชนทั่วไป ที่อายุเกิน 20 ปีขึ้นไป
จะต้องเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอทำหนังสือเดินทาง ดังต่อไปนี้
● บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ หรือบัตรข้าราชการ
หรือบัตรประจำตัวที่ใช้แทนตามกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับจริง
(ในกรณีที่เป็นบัตรข้าราชการให้นำสำเนาทะเบียนบ้านมาด้วย)
● ในกรณีที่เคยมีการเปลี่ยนชื่อ หรือวันเดือนปีเกิด
ซึ่งข้อมูลไม่ตรงกับบัตรประชาชนให้นำหลักฐานการแก้ไขที่เกี่ยวข้องมาแสดงด้วย เช่น
หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ
ค่าธรรมเนียมในการทำ Passport เล่มใหม่ ต้องเสียค่าธรรมเนียม 1,000 บาท
เอกสารที่จำเป็น กรณีที่ผู้ยื่นขออายุต่ำกว่า 15 ปี
● สูติบัตรฉบับจริง หากเป็นฉบับสำเนาก็ต้องได้รับการรับรองจากเขตหรืออำเภอ
● บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ
หรือบัตรที่ใช้แทนได้ตามกฎกระทรวงมหาดไทยของบิดา มารดา
หรือผู้มีอำนาจปกครองฉบับจริง และหากชื่อ-นามสกุล บิดา มารดา
ในสูติบัตรไม่ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชน ให้นำหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล
ที่เป็นต้นฉบับมาแสดงด้วย
● ในกรณีที่มารดาหย่าและจดทะเบียนสมรสใหม่
และใช้นามสกุลใหม่ตามสามีให้นำหลักฐานการหย่าและการสมรสที่เป็นต้นฉบับมาแสดงด้วย
● หนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศ
และบัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริงของบิดา มารดา ในกรณีที่บิดา/มารดา
หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถมาแสดงตัวได้ ในวันทำ Passport
● เอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น หลักฐานใบเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล
เอกสารหลักฐานการรับรองบุตร หรือรับบุตรบุญธรรม บันทึกการหย่า
ซึ่งมีข้อความระบุให้บุตรอยู่ในความดูแลของบิดาหรือมารดา เป็นต้น
● ส่วนในกรณีต่าง ๆ เช่น กรณี บิดา มารดา ของผู้เยาว์เสียชีวิต, กรณีที่บิดา มารดา
ของผู้เยาว์เป็นชาวต่างชาติที่มิได้จดทะเบียนสมรส, กรณีที่ไม่สามารถตามหา
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาให้ความยินยอมได้, กรณีบิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสแต่บุตร
อยู่ในความดูแลของบิดาฝ่ายเดียวมาตลอด และไม่สามารถตามหามารดาได้
ซึ่งกรณีเหล่านี้ให้นำคำสั่งศาลซึ่งระบุชื่อผู้มีอำนาจปกครอง
พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจปกครองมาแสดงด้วย
เอกสารที่จำเป็น กรณีที่ผู้ยื่นขออายุ 15 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์
● บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ
หรือบัตรประจำตัวที่ใช้แทนตามกฎกระทรวงมหาดไทย
● หนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศที่ผ่านการรับรองจากอำเภอหรือเขต
และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
● เอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็น อาทิ หลักฐานใบเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล
เอกสารหลักฐานการรับรองบุตรหรือรับบุตรบุญธรรมใบสำคัญการสมรส ทะเบียนสมรส
ทะเบียนหย่า ทะเบียนบ้าน คำสั่งศาลกรณีระบุผู้มีอำนาจปกครองแทนบิดามารดาเป็นต้น…

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในมาเลเซีย

มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเรา
ซึ่งมีเขตแดนติดกับบ้านเราในทางตอนใต้
ซึ่งการเดินทางนั้นสามารถไปได้ไม่ยากด้วย
ซึ่งมาเลเซียนั้นเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรม
และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
นักท่องเที่ยวทั่วมุมโลกต่างอยากจะไปเยือนมาเลเซีย
ในปัจจุบันมีคนไทยออกไปเที่ยวประเทศมาเลเซียเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะไม่ไกล เดินทางง่าย และค่าใช้จ่ายไม่เยอะ
นอกจากนี้อากาศที่นั่นก็เย็นสบาย มีธรรมชาติและทะเลที่สวยงาม
แถมยังเงียบสงบ เหมาะแก่การมาพักผ่อนสุดๆ วันนี้เรามี 5 สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศมาเลเซีย
1.ยอดเขาคินาบาลู (Mount Kinabalu)
สำหรับยอดเขาคินาบาลู มีความสูงถึง 4,095 เมตร
ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติคินาบาลู (Kinabalu National Park)
รัฐซาบาห์ค่ะ และยังเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ของนักปีนเขา
ที่ใครก็อยากจะมาพิชิตยอดให้ได้สักครั้ง โดยมีให้เลือกสองเส้นทางคือ
เส้น Timpohon ที่จะเป็นแนวขึ้นตลอด มีทางราบเป็นช่วงๆ
รวมระยะทาง 6 กิโลเมตร จะปีนง่ายกว่าเส้น Mesilau ค่ะ
ซึ่งเป็นเส้นทางขึ้นๆ ลงๆ และไกลกว่า คือ 8 กิโลเมตร
เป็นแหล่งปืนเขาที่นักปืนต่างจะไปพิชิตสักครั้ง
2.คาเมรอน ไฮแลนส์ (Cameron Highlands)
คาเมรอน ไฮแลนส์ (Cameron Highlands)
ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย
เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ดินแดนในฝันที่ใครๆ
ต่างอยากจะเข้ามาเยือน เพราะที่นี่เงียบสงบ แถมอากาศก็บริสุทธิ์
เหมาะแก่การมาพักผ่อน หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่
นอกจากนี้ยังมีฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่ ลูกโตให้ชิมด้วย
3.อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu National Park)
อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu National Park)
ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว (Borneo) รัฐซาราวัก (Sarawak)
ประเทศมาเลเซีย เป็นอุทยานที่เต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน
มีภูมิประเทศแบบหินปูน พื้นที่สูงๆ ต่ำๆ ไม่สม่ำเสมอ
ถ้ำส่วนใหญ่ของที่นี่จึงมีลักษณะเป็นโพรงยาวในแนวดิ่ง
ผนังถ้ำถูกปกคลุมไปด้วยหินงอกหินย้อยที่งดงามและแปลกตา
4.ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers)
ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers)
เป็นตึกระฟ้าที่มีความสูงถึง 452 เมตร มีทั้งหมด 88 ชั้น
โครงสร้างของตัวตึกถูกออกแบบโดย Cesar Pelli
สถาปนิกชาวอาร์เจนตินา
สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์ของ Mahathir bin
Mohamad นายกรัฐมนตรีคนที่ 4
ของมาเลเซียทำให้ตึกแฝดเปโตรนาสที่สร้างออกมามีความทันสมัย
แต่ยังคงสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมของมาเลเซียด้วย
5.สะพานลังกาวีสกาย (Langkawi Sky Bridge)
สะพานลังกาวีสกาย (Langkawi Sky Bridge)
ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์สำคัญของประเทศมาเลเซีย
ที่มีผู้คนแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย สร้างเสร็จเมื่อ ปี ค.ศ. 2005
ตั้งอยู่บนเกาะลังกาวี รัฐเกดะห์ ห่างจากเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูลเพียง 4
กิโลเมตรเท่านั้น เรียกได้ว่าใกล้กับดินแดนประเทศไทยมากที่สุด…

แห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ลาดชะโด

ปกติในช่วงเข้าพรรษาเรามักจะเห็นและคุ้นเคยกับการแห่เทียนพรรษาเข้าวัด
ซึ่งแม้ปัจจุบันกาลเวลาจะเปลี่ยนไปจนหลายสถานที่จะสลับจากเทียนเป็นไฟฟ้าแล้ว
แต่บางสถานที่ก็ยังอนุรักษ์ประเพณีที่ดีงามนี้เอาไว้ เช่นเดียวกับชาวลาดชะโด อำเภอผักไห จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ที่แม้ปัจจุบันการเดินทางส่วนใหญ่จะขึ้นมาอยู่บนบก แต่สถานที่แห่งนี้ยังมีวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับสายน้ำ
มีคลองลาดชะโดเป็นสายน้ำหลักไหลผ่านหน้าบ้านของทุกหลังคาเรือน
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เราจะได้ชาวลาดชะโด ทุกหลังคาเรือนมีเรืออยู่ใต้ถุนบ้าน
จึงเป็นที่มาของการแห่เทียนพรรษาทางน้ำ ของชาวลาดชะโด ที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในประเทศไทย
ที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นอันงดงามนี้ไว้และจัดสืบกันมาจนถึงปัจจุบัน
โดยงานแห่เทียนพรรษาทางน้ำ ณ ตลาดลาดชะโด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจำปีนี้ มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป
ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปสัมผัสประเพณีเก่าแก่ จึงจำเป็นต้องตื่นแต่เช้าหน่อย แต่กิจกรรมในแห่เทียนพรรษาทางน้ำลาดชะโด
คุ้มค่าต่อการตื่นแต่เช้าตรู่แน่นอน ไล่ตั้งแต่ชมวิถีชีวิตริมสองฝั่งคลอง สัมผัสความเป็นไทย
วัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังคงรักษาไว้ ตลอดเส้นทางสายน้ำแห่งชีวิต ไปจนถึงศึกษาวิธีการหากินจากผืนน้ำด้วยการยกยอ
พร้อมบรรยากาศท้องทุ่งนาที่เขียวขจี นอกจากนี้ยังจะได้ชมขบวนเรือแห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ตกแต่งสร้างสรรค์อย่างสวยงาม อาจไม่อลังการยิ่งใหญ่เวอร์วัง
แต่มีความสวยงามแบบไทยๆ เช่นเดียวกับการประกวดบ้านสวนริมคลอง,การแข่งขันกีฬาพื้นบ้านลาดชะโด,
การจัดการแสดงภาพถ่ายวิถีชีวิตชาวลาดชะโด ณ การจำลองบรรยากาศตลาดน้ำย้อนยุค และชมการแสดงต่างๆ
เรียกว่าจัดเต็มตลอดวันไม่ให้พักหายใจกันเลย ส่วนการเดินทางไปยัง ลาดชะโด ก็ไม่ยากเย็นอะไร
หากไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว จากบางบัวทอง วิ่งถนน 340 ตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ถึงโลตัสสุพรรณฯ แล้วกลับรถ
ชิดทางคู่ขนานแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 329 ทางไป อ.ป่าโมก,อ.ผักไห่, อ.วิเศษชัยชาญ ตรงมาประมาณ 22 กม.
จะพบตลาดชะโดทางขวามือ แต่หากใครอยากชิคๆ คูลๆ นั่งรถไฟมาสามารถเลือกขึ้นได้จากสถานีหัวลำโพง, สามเสน, บางซื่อ, หลักสี่,
บางเขน, ดอนเมือง ฯลฯ มาลงสถานีรถไฟอยุธยา จากนั้นนั่งเรือข้ามแม่น้ำป่าสัก-ลพบุรีมายังฝั่งตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา แล้วเดินไปยังตลาดเจ้าพรหม
ต่อรถสายอยุธยา-ผักไห่ ลงตัว อ.ผักไห่แล้วรอสองแถวสายผักไห่-ลาดชะโด หรือเหมารถตุ๊กๆ
มาที่ตลาดโบราณลาดชะโด ระยะทาง 5 ก.ม. ไม่นับรวมรถตู้และรถโดยสารประจำที่วิ่งตรงมาถึงอ.ผักไห่เลย
จากนั้นต่อรถอีกนิดหน่อยก็ถึงแล้วจะเห็นว่าใช้เวลาเพียงไม่นานคุณก็สามารถหนีจากสังคมเมืองอันแออัดในกรุงเทพมหานคร
ออกมาสัมผัสวิถีชีวิตไทยแท้ในอดีตของชาวลาดชะโด ได้ไม่ยาก…

รวมร้านอร่อยห้ามพลาด เยาวราช เดินฟินๆ ตะลุยกินร้านดัง – ตอนที่ 3

เมื่อพูดถึงย่าน เยาวราช ใครๆ ก็ต้องนึกถึงของกินอร่อยๆ ที่นักกินต้องไปเดินตะลุยกิน
และมีให้เลือกอยู่มากมาย วันนี้เราได้คัดเลือกร้านเด็ดๆ ที่คุณต้องลอง
เผื่อวันไหนมีโอกาสได้ไปลุยในย่านนี้จะได้ไม่พลาดกัน
ไฟเขียว เยาวราช
ร้านไฟเขียว เยาวราช น่าจะเป็นร้านที่หลายๆ คนรู้จักกันเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะใครที่จะมาทานอาหารทะเลหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น กุ้งทอดสามรส กุ้งเผา
ปูผัดพริกไทยดำ ปลากะพงนึ่งมะนาว ปลากะพงนึ่งซีอิ้ว กุ้งอบวุ้นเส้น หมึกชุบแป้งทอด
ต้มข่ากุ้ง ยังมารอเก็บภาพวินาทีที่พ่อครัวโชว์ลีลาผัดผักบุ้ง ผัดผักกระเฉดไฟแดง
จนกระทะไฟลุกท่วม อีกเมนูเด็ดที่ทางร้านบอกว่ามาแล้วต้องลองสั่งทานคือ
โป๊ะแตกผัดแห้ง
Texas Suki
สโลเเกนที่น่าดึงดูดใจอย่าง กินอยู่อย่างราชา ราคามิตรภาพ”
ไม่ใช่คำที่เกินความจริงเลย สำหรับร้านสุกี้เจ้าดังแห่งนี้ ด้วยความอร่อยของสุกี้สูตรเด็ด
ที่เปิดบริการมาอย่างยาวนาน
ที่ไม่ว่าผ่านมานานเพียงใดรสชาติก็ยิ่งคงความอร่อยไม่เคยเปลี่ยน
จุดเด่นของเมนูที่นี่อยู่ที่ความเป็นสุกี้สไตล์จีน รสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร
ไม่ว่าใครไปทานก็ล้วนติดใจ น้ำซุปใสเเต่ว่าเข้มข้นรสเบาๆ ซดร้อนๆ
ทานคู่กับเนื้อหมูนุ่มๆ หมักเครื่องเทศอย่างดี
ลูกชิ้นสูตรเด็ดที่ไม่ว่าใครไปทานก็ต้องสั่งอย่างลูกชิ้นชื่อมงคลอย่างลูกชิ้นเศรษฐี
รับรองว่าอร่อยไม่ผิดหวังเเน่นอน
Sweet Time
ร้านขนมหวานในตำนาน ที่ถ้าใครมาเเล้วแต่ไม่ได้ทานต้องบอกว่ามาไม่ถึง!
ร้านนี้ถือว่าหาไม่ยาก ด้วยสีสันของป้ายไฟสดใส
ทำให้รถเข็นของร้านดูโดดเด่นมาแต่ไกล เมนูเด็ดของร้าน “บัวลอยงาดำ” “เต้าทึงเย็น”
“ทับทิมกรอบน้ำกะทิ” และ “แปะก๊วยนมสด”
ถ้าใครมาแต่หัวค่ำ และอยากนั่งเป็นโต๊ะ ทางร้านแนะนำว่าต้องเข้าไปนั่งข้างในซอย
แต่ถ้าหลัง 23.00 น. เป็นต้นไป จะตั้งโต๊ะด้านหน้าได้
ถึงจะไม่มีโต๊ะยังมีเก้าอี้เสริมให้นั่งพัก เพื่อทานของหวานให้ชื่นใจก็เดินเที่ยวต่อได้
ราคาเริ่มต้น 40 -50 บาท
ขนมปังเจ้าอร่อยเด็ดเยาวราช
เป็นอีกร้านที่ถือเป็นร้านอร่อยห้ามพลาดแห่งเยาวราช
กับขนมปังหอมกรุ่นจากเตาที่โด่งดังแห่งนี้ มีให้เลือกอร่อยได้ 3 แบบคือ 1. กรอบ 2. นิ่ม
3. กรอบนอกนุ่มใน คิวยาวจนทางร้านต้องแจกบัตรคิว
รสชาติที่ฮิตคือ เนยราดแยมส้ม เนยราดถั่ว เนยราดช็อกโกแลต ใครอยากทานขนมปัง
และเครื่องดื่ม กาแฟ โอวัลติน นมสด โกโก้ อร่อยได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 15 บาทเท่านั้น…

ร้านซูชิราคาไม่แพง

ในปัจจุบัน ร้านอาหารญี่ปุ่นต่างๆที่ผุดขึ้นมาอย่างมากมายทั้งแบบธรรมดา และแบบบุฟเฟ่ต์
ราคาตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักหมื่นเลยก็มี สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว คงต้องหาที่กินที่อร่อย ประหยัด
และได้คุณภาพ วันนี้จึงมาแนะนำร้านอาหารญี่ปุ่นราคารเบาๆแบบสบายกระเป๋ากัน
1.ไข่หวานบ้านซูชิ
ร้านซูซิราคาประหยัดเเต่มีความอร่อยไม่ประหยัด ร้านนี้ตั้งอยู่เมืองทอง ร้านนี้คือร้านที่เหล่าสาวกซูซิห้ามพลาด
มีหน้าให้เลือกหลากหลาย ราคาเริ่มต้นที่ชิ้นละ10-20บาทเท่านั้น
นอกจากซูซิเเล้วยังมีซาซิมิเเซลมอนเเล่คุณภาพดี ราคาเพียง 150 บาทเท่านั้น
2. อร่อยจัง เทอริยากิ ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังข้างทาง ด้วยเมนูอาหารญี่ปุ่นราคาประหยัดแต่คุณภาพดี
แถมอร่อยถูกปากคนไทยจึงทำร้านนี้ เป็นร้านอาหารโปรดในดวงใจของใครหลายคน
โดยราคาอาหารร้านนี้เริ่มต้นที่ 38 บาทและยังมีเมนูให้เลือกหลากหลายอีกด้วย
3. Sousaku เป็นอีกร้านอาหารญี่ปุ่นบรรยากาศดี มีเมนูหลากหลาย โดยเฉพาะ Negi Otoro Jumbo
ชิ้นโต พร้อมไข่ปลาอร่อยแบบเต็มปากเต็มคำ นอกจากนี้ยังมีปลาดิบที่พลาดไม่ได้อย่าง Salmon-Otoro
Twist, Salmon Toro Aburi, Marugoban Toro Aburi ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 80 บาท
4.ร้าน ISAO ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ สุขุมวิท ซอย 31 เอกลักษณ์ของร้านนี้คือ เซตของข้าวปั้น, ซูชิ หรือปลาดิบ
คือสิ่งที่โดดเด่นของร้าน นอกจากนี้ยังมีเต้าหู้ทอดที่ราดด้วยซอสงาแบบญี่ปุ่น
ซึ่งที่เด็ดอยู่ที่ซอสงาสูตรลับที่ทางร้านพิถีพิถันในการปรุงแต่งเพื่อให้ ถูกปากลูกค้า
และยังเป็นเมนูยอดฮิตของทางร้านอีกด้วย ราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด ราคาต่อจานตั้งแต่หลักร้อยต้นๆ
ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับคุณภาพอาหารแล้ว
5.Yashima เป็นอีกหนึ่งร้านที่อาหารทำโดยคนญี่ปุ่นในราคาย่อมเยา ด้วยราคาเป็นมิตร พร้อมด้วยปริมาณ
และคุณภาพที่เกินราคา ทำให้ร้านยาชิมะมีลูกค้าอย่างหนาแน่น ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 69 บาท
ส่วนใครชอบแซลมอนซาชิมิ ทางร้านก็มี ราคาเพียง 119 บาท
และมีอีกหลากหลายเมนูที่น่าลองแบบอร่อยและยังสบายกระเป๋าอีกด้วย
6.ร้าน SUSHIOO ร้านนี้มีทั้งหมด 3 สาขา Mercury , The Street(รัชดา), Victoria
Garden(เพชรเกษม) เมนูที่เราจะมาแนะนำวันนี้คือ…ซูชิหน้าปลาไหล ด้วยรสชาติที่นุ่มละมุนลิ้น
หอมกลิ่นปลาไหลย่างถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้านเลยก็ว่าได้ จุดเด่นของร้านคือซูชิ 1 คำจะเท่ากับซูชิ 2
คำวิธีซ้อนปลาลงบนข้าวปั้นอีกชั้นเป็น 1 คำจะมีปลา 2 ชั้น ราคาเริ่มต้นที่ 40 บาทเท่านั้น…

เที่ยวบาหลี วิธีเตรียมตัว ข้อควรรู้ และข้อมูลที่สำคัญ

เวลา
เวลาที่บาหลีจะเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง
อย่าลืมปรับนาฬิกาเพื่อความสะดวกในการนัดหมาย
สภาพอากาศ
อุณหภูมิที่บาหลีประมาณ 25-32 องศาเซลเซียส อาจมีฝนตกเล็กน้อยในบางช่วง
ระบบไฟฟ้า
บาหลีใช้ไฟ 220 VAC 50 Hz เหมือนกับเมืองไทย
แต่รูปแบบปลั๊กจะเป็นหลุมลงไป และ มีรูกลม 2 รู บางโรงแรมจะมี Adaptor แปลงให้
แต่ควรมีปลั๊กหรือ Adapter ติดตัวไปด้วย
โทรศัพท์
ค่าโทรศัพท์กลับมาเมืองไทยจะตกอยู่ที่นาทีละ 10,000 รูเปียห์
หากต้องการโทรกลับประเทศไทย จะต้องกดหมายเลขดังนี้
กรุงเทพฯ : กด 006610 + รหัสประเทศ (66) + เบอร์ปลายทาง
เบอร์มือถือ : กด 006610 + รหัสประเทศ (668) + เบอร์ปลายทาง
การเตรียมเสื้อผ้า
แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวมใส่สบาย หากต้องการเข้าชมวัด ควรแต่งตัวให้เรียบร้อย
ใส่เสื้อมีแขน ไม่เปิดไหล่ ไม่ใส่กางเกงขาสั้น หรือ กระโปรงสั้น หรือนุ่งโสร่งของทางวัด
ซึ่งจะมีให้เช่าตามวัดใหญ่ๆ และทุกคนต้องใช้ผ้าคาดเอว ส่วนใหญ่จะให้บริการฟรี
ทางที่ดีถ้ามีโปรแกรมเข้าวัดเยอะๆ ก็ควรพกผ้าคาดเอวส่วนตัวไป
อาหารและเครื่องดื่ม
ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารรสชาติเข้มข้นด้วยเครื่องเทศต่างๆ
ของที่ระลึกภาพวาด
ภาพวาดของชาวบาหลีมีความสวยงามไม่เหมือนใคร ผู้ที่ชื่นชอบภาพวาดสวยๆ
มักไม่พลาดที่จะหอบหิ้วงานฝีมือของจิตรกรชาวบาหลีกลับมาตกแต่งบ้านด้วย
เครื่องเซรามิก
ถ้วย จาน ชาม ภาชนะอื่นๆ หรือของประดับตกแต่งบ้าน
เครื่องประดับ
การออกแบบเครื่องประดับของชาวบาหลีมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง
เป็นการรวมเอาฝีมือแบบดั้งเดิมผสมผสานเข้ากับความทันสมัยในปัจจุบัน ได้อย่างลงตัว
หน้ากาก
ถือเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของบาหลี และเป็นที่นิยมอย่างมาก
หน้ากากจะใช้ไม้แกะสลักเป็นตัวละครต่างๆ หลากหลายอารมณ์และสีสันสะดุดตา
ผ้า
ผ้าของบาหลีนั้นโดดเด่นด้วยความหลากสีสัน หลายเนื้อผ้า และการทอที่ปราณีต
รวมทั้งมีลวดลายเฉพาะตัวจึงเป็นที่นิยมชมชอบของนักท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตามในการซื้อของเหล่านี้ อาจต้องอาศัยการต่อรองราคา
เนื่องจากราคาที่ตั้งสำหรับนักท่องเที่ยวนั้นจะสูงมาก หากเป็นนักต่อรองราคาแล้ว
ก็จะสามารถซื้อของได้อย่างสบายใจ ที่สำคัญต้อง
ตรวจสอบราคาที่ตกลงกันไว้ให้ดีก่อน
ข้อแนะนำในการเที่ยวบาหลี
1. อย่าเดินเหยียบเครื่องบูชาที่วางไว้ตามพื้น
2. อย่าแตะศรีษะผู้อื่น เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่งสำหรับศาสนาฮินดู
นอกจากนั้นจะต้องไม่รับหรือส่งของด้วยมือซ้าย ซึ่งที่บาหลีถือว่าเป็นมือ
สำหรับชำระล้างในห้องน้ำ
3. สำหรับผู้หญิง ห้ามเข้าวัดหากอยู่ในระหว่างมีประจำเดือน
4. ในการเข้าชมวัด นอกจากต้องแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนต้องใช้ผ้าคาดเอวซึ่งส่วนมากจะให้บริการฟรี แต่มักมีการเก็บเงิน
หากมีโปรแกรมเข้าวัดหลายๆ ที่ แนะนำให้พกผ้าคาดเอวส่วนตัวไปด้วย
5. หากเข้าวัด ไม่ยืนค้ำคนที่นั่งไหว้อยู่หรือยืนค้ำเครื่องบูชา
และไม่ควรถ่ายรูปโดยใช้แฟลช…

ภัตตาคารอาหารเก่าแก่ใน กรุงเทพฯ

เรือนเพชรสุกี้
ร้านสุกี้ในตำนานเจ้าเก่าที่โด่งดังเเละยอดนิยมตั้งเเต่สมัยรุ่ก่อน เเต่ความอร่อยไม่เปลี่ยนเเปลง
จุดเด่นของร้านอยู่ที่น้ำซุปที่อร่อยกลมกล่อมเเบบต้นตำรับดั้งเดิม เเละชุดสุกี้ที่มีให้เลือกทั้งเนื้อหมู เนื้อ ไก่
หรือทะเลที่คลุกเคล้ากับซอสเต้าเจี้ยวหอมๆ ตอกไข่ด้านบน เวลาทานก็เเค่คลุกเคล้ากันไข่ให้เข้ากัน
นำไปลวกหรือต้ม จิ้มน้ำจิ้มสูตรลับของร้านเเล้วเตรียมรับความอร่อย

อรรถรส
ร้านอาหารไทยโบราณตกแต่งในสไตล์ไทยร่วมสมัย สามารถเข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย
มีมุมให้เลือกนั่งทั้งแบบ Indoor และ Outdoor ตกกลางคืนจะเปิดเป็นเพลงชิลล์ๆ นั่งฟังเพลินๆ
อาหารและเครื่องดื่มของที่นี่ล้วนมีเอกลักษณ์ ไม่ใช้ผงชูรสหรือใช้ให้น้อยที่สุด
อีกทั้งแต่ละเมนูล้วนมีเรื่องราวที่น่าสนใจ

Wine collection bar
ร้าน Wine ไวน์บาร์ และร้านอาหารเข้าไว้ด้วยกัน
ให้คุณได้อิ่มอร่อยไปกับอาหารฝรั่งหลากหลายเมนูให้เลือกรับประทาน และไวน์รสเลิศหลากชนิดจากทั่วทุกมุมโลก

childhood
คาเฟ่สีขาวภายในซอยสุขุมวิท 23 ภายในร้านถูกแต่งในสไตล์มินิมอลที่โดดเด่นด้วยสีขาวสะอาดตา
ร้านเน้นเสิร์ฟเมนูอาหารไทยฟิวชั่น นอกจากนี้ยังเมนูขนมหวาน และเครื่องดื่มให้เลือกอีกหลากหลายเมนู

ชังกี้ เบอร์เกอร์
ร้าน Burger สไตส์ Homemade ที่ทำเองทุกขั้นตอน ภายในร้านให้บรรยากาศที่อบอุ่น
เหมือนมาทานข้าวบ้านเพื่อน เป็นคอนเซ็ปต์ของความอบอุ่น โดยเมนูแนะนำเช่น Holy Cheese Burger,
Crispy Chicken & Caesar Burger, Holy Cheese Burger

ออนล็อกหยุ่น
ร้านสไตล์จีน แต่ซึมซับความเป็นไทยในสมัยเก่ามากขึ้น
หากใครต้องการตักบาตรตอนเช้าก็สามารถซื้ออาหารที่ร้านเพื่อนำมาใส่บาตรจากที่ร้านได้
เนื่องจากร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.30 – 16.00 น. อาหารขึ้นชื่อก็ได้แก่ ไข่ ดาว
หมูแฮม+ไส้กรอก+เบคอน+กุนเชียง ส่วนขนมปังสังขยาสีส้ม ถ้าใครมา ออน ล๊อค หยุ่น แล้วไม่ได้ลอง
ถือว่ายังมาไม่ถึง เพราะสังขยาสีส้มหอมหวาน ลองแล้วจะติดใจเหมือนมีแรงดึงดูดให้ต้องซื้อกลับไป
หมี่กรอบจีนหลี
ร้านหมี่กรอบสมัย ร.5 หรือเต็กเฮง หมี่กรอบจีนหลี คือร้านเดียวกันตั้งอยู่อยู่ท่าน้ำตลาดพลู
เป็นหมี่กรอบเจ้านี้เริ่มตั้งแต่รุ่นปู่ตกทอดจนมาถึงรุ่นลูกหลานต่างก็ได้
รับได้รับการถ่ายทอดและผัดหมี่มาจนถึงปัจจุบัน

ตะลิงปลิง
ร้านอาหารไทยใน บรรยากาศบ้านสวน ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น
ตัวร้านเป็นกระจกเพื่อให้มองเห็นสวนผักและต้นไม้ได้ชัดเจน
พร้อมอิ่มอร่อยกับเมนูอาหารไทยหลากรสที่หาทานได้ยาก เช่นแกงคั่วหอยขม แกงใบชะคราม
น้ำพริกมะยม

สีลมภัตตาคาร
ร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดบริการมาอย่างยาวนานตั้งเเต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
จนปัจจุบันก็ยังคงอยู่คู่ตำนานความอร่อยของร้านที่ใครที่ได้เเวะผ่านมาก็ ต้องเข้ามานั่ง
บรรยากาศในร้านให้อารมณ์ความรู้สึกแบบเก่าๆ ย้อนยุค จัดวางด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบโบราณ…

ลำพูนจังหวัดที่น่าหลงไหลของเมืองไทย

จังหวัดทางภาคเหนือมีหลายที่ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัสธรรมชาติเเละสิ่งที่สวยงาม
เเละหนึ่งในนั้นคือจังหวัดลำพูนที่มีที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้ใครต่อใครได้ไปชมไปดูของดีในจังหวัดนี้ที่มีความสวยงามอย่างมาก
ที่เเรกที่จะพาไปคือ การล่องเรือผ่านทะเลสาบแม่ปิง เพื่อไปดูโรงเรียนกลางน้ำ โรงเรียนที่เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังคิดถึงวิทยานั้นเอง
หลายคนคิดกันไปว่าสวยขนาดนี้ต้องถ่ายที่ทะเลสาบเชี่ยวหลานใน จ.สุราษฏ์ธานี
แต่ตอนหลังก็มีเฉลยออกมาแล้วว่าถ่ายที่ อ.ลี้ จังหวัดลำพูน เเละการล่องเรือผ่านทะเลสาบน้ำปิง
สองข้างทางเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ตอนพระอาทิตย์ตกมีความสวยงามอย่างยิ่งเลยทีเดียว
สถานที่สุดสวยของจังหวัดลำพูนอีกที่ก็คือ น้ำตกก้อหลว น้ำตกสีสวย ใน อ.ลี้ น้ำสีฟ้า
เเละที่สำคัญสามารถเล่นน้ำได้ด้วยใครที่ไปต้องไปเล่นให้ได้เลย
ถ้าเรามองภาพจากด้านบนจะเห็นน้ำตกนี้เป็นรูปหัวใจด้วยละสวยจนต้องบอกกันต่อๆไปเลยทีเดียว
เที่ยวเเล้วเรามีทำบุญกันบ้าง วัดพระบาทห้วยต้ม
อยู่ที่ชุมชนพระบาทห้วยต้มเป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่ทานมังสวิรัติกันทั่วหมู่บ้าน
หมู่บ้านนี้แล้วจะรู้สึกได้เลยว่าวัฒนธรรมเปลี่ยนไปมาก เหมือนข้ามประเทศไปเลยทีเดียว
คนที่นี่ยังมีความเข้มแข็งในด้านวัฒนธรรมสูงมาก ตอนเช้ายังมาใส่บาทชวนกันเข้าวัดเหมือนสมัยก่อน
เราต้องทำตามประเพณีเขาถึงจะได้เข้าถึงวิถีชีวิตของเขาจริงๆ
เเละที่ต่อมาคือศูนย์หัตถกรรมและวัฒนธรรมกะเหรี่ยงบ้านห้วยต้ม
ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านที่บอกต่อกันมานานมาก ผู้หญิงที่นี่จะทอผ้าใช้เอง
แต่ในปัจจุบันเค้าก็รวมกลุ่มกันทอขาเเละถ้าอยากได้ชุดสวยๆที่ทำด้วยมือใส่ความตั้งใจลงไปจนออกมาเป็นชุดดีๆก็มาหาซื้อกันได้เลย
เเละเมื่อหิวอยากพักเหนื่อยก็ต้องมาที่ร้านโรงชา จาก อ.ลี้
ข้าสู่ตัวเมืองไปลองชิมร้านชาเลื่องชื่อที่ไม่ขายอะไรอย่างอื่นนอกจาก “ชา”
ที่นี่มีชาหลากหลายกลิ่นให้เลือกชิมรับรองว่าต้องติดใจเเน่นอน เเละยังมีร้านชีวิตชีวาเป็น
ร้านดังจากเชียงใหม่ที่มาเปิดสาขาเพิ่มที่ลำพูน อยู่ในห้างอร่อยมากเลยทีเดียว
หากหิวหนักก็ต้องเเวะชิม ข้าวมันไก่ไทยแลนด์ เป็นร้านเด็ด ข้าวมันไก่ไทยแลนด์ อร่อยจนเป็นของดีลำพูนเลย
เเละที่พลาดไม่ได้ในการไปจังหวัดลำพูนคือการเข้าไปสักการะบูชา พระธาตุหริภุญชัย
เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของลำพูนเเละประเทศไทยเลยก็ว่าได้ใครผ่านไปจังหวัดลำพูนก็ต้องเข้าไปกราบไหว้เเละเข้าไปทำบุญเพื่อความเป็นศิริมงคลเเก่ตนเอง
ลองดูเป็นเเนวทางนะครับเมื่อไปจังหวัดลำพูนเเล้วเราจะไปไหนกันดีที่เล่าบอกมานั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก
เป็นที่ขึ้นชื่อของจังหวัดลำพูนเเละหากได้ไปเเล้วคุณจะติดใจเเละจะประทับใจอย่างเเน่นอน…

วันเดียวก็เที่ยวได้

สำหรับบางคนวันหยุดนั้นช่างน้อยนิดเกินกว่าที่จะไปพักผ่อนต่างจังหวัดได้
ทำให้คนกรุงเทพส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่กับครอบครัว อยู่บ้าน แต่ที่จริงแล้ว
ใกล้ๆกับกรุงเทพนั้นก็ยังมีที่เที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจ ให้ได้ออกไปสูดโอโซนบริสุทธิ์ ทำบุญไหว้พระที่ไม่ไกลจากกรุงเทพเลย
1. นครปฐม เมืองน่าเที่ยวที่มาได้ง่ายๆ ขับรถไม่นานจากกรุงเทพฯ ก็เที่ยวได้หมด
ที่นี่นอกจากจะเป็นจังหวัดที่มีตลาดน้ำมากมาย ถูกใจทั้งนักชิมนักช้อปแล้ว ยังมีที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์ วัดวา
และพิพิธภัณฑ์น่าสนใจต่างๆ ด้วย รวมไปถึงพระราชวังที่สวยงาม
คนชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต้องไม่พลาดมาเที่ยวที่นี่ค่ะ
2.พัทยา ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ขับรถไม่นานก็ถึงแล้ว และนอกจากทะเล และกิจกรรมทางทะเล
พัทยายังมีที่เที่ยวใหม่ๆ ขึ้นมาอยู่เสมอ นอกจากนี้
ที่นี่ยังมีที่เที่ยวใหม่ผุดขึ้นมาให้ได้ไปชิลล์กันอย่างไม่มีเบื่อแน่นอน อย่าง Frost Magical Ice of Siam,
สวนน้ำรามายณะ พัทยา, The Sky Gallery พัทยา อีกด้วย
3.ตลาดน้ำอัมพวา ชื่อที่หลายๆ คนคงคุ้นหูเป็นอย่างดีและหลายๆ
คนคงเลือกที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางในวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อที่จะได้สัมผัสเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตริมคลองและบ้านเรือน
แบบดั้งเดิม ตลาดน้ำอัมพวาเป็นแหล่งรวมอาหารอร่อยๆ บอกได้เลยว่าบรรยากาศของที่นี่ชิลล์สุดๆ
โดยเฉพาะบรรยากาศยามเย็นของตลาดน้ำอัมพวาที่มีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือมาขายของ
รวมไปถึงร้านค้าที่อยู่ด้านบนของทั้ง 2 ฝั่งคลอง
4. หาดบางแสน เป็นชายหาดที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากๆ เดินทางแค่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ
เสน่ห์ของหาดบางแสนคือเก้าอี้ผ้าใบริมชายหาดให้เราได้นั่งชิลล์รับลมทะเลฟินๆ
5. บางกระเจ้า พื้นที่สีเขียวรูปกระเพาะหมูในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
ปอดกลางกรุงซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์ให้สูดได้เต็มปอด ด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ
ทำให้บางกระเจ้าเป็นที่เที่ยวยอดนิยม เหมาะกับการมาพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด
6.เกาะล้าน ที่เที่ยวสุดฮิตที่พูดถึงแล้วคงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่เสน่ห์ของน้ำใสๆ และทรายขาวๆ
ของที่นี่ก็ยังดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเที่ยวอย่างมากมาย และที่สำคัญเกาะล้านยังเดินทางจากกรุงเทพฯ
สะดวกและใช้เวลาไม่นาน ที่เกาะล้านมีหาดสวยๆ มากมายหลายหาดแต่หาดสุดฮิตก็คือ หาดตาแหวน
ที่ใครมาก็ต้องมาเล่นน้ำทะเลที่หาดนี้หรือจะไปถ่ายรูปกับสะพานไม้ชิคๆ ที่ หาดสังวาลย์และยังมี หาดนวล
หาดเทียน ที่มีน้ำใสและทรายละเอียดบอกเลยสายเฟลฟี่ห้ามพลาด…

แนะนำ 2 สถานที่ล่องแก่งเมืองเหนือทั้งสนุก และใกล้ชิดอากาศหนาว

ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้การล่องแก่งท่ามกลางบรรยากาศหนาวอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเราจึง
ขอแนะนำสองสถานที่ล่องแก่งที่คุณจะได้รับทั้งความสนึกหวาดเสียวตื่นเต้น
และได้ใกล้ชิดกับอากาศหนาวๆปพร้อมๆกันนั่นคือลำน้ำเข็ก และแม่น้ำปายนั่นเอง

ลำน้ำเข็ก
เริ่นกันที่สถานที่แรกอย่างลำน้ำเข็กที่ตั้งอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก
โดยที่แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการล่องแก่งมาเป็นระยะเวลายาวนานและเป็นหนึ่งในสถานที่ล่องแก่งที่มีชื่อเสียง
มากที่สุดของเมืองไทยอีกด้วยนั่นเพราะลำน้ำเข็กน้นเต็มไปด้วยโขดหินที่ทำให้กระแสน้ำมีเส้นทางที่ขดเคี้ยว
มีความท้าทายต่อการล่องแก่งอีกท้ังยังเป็นระยะทางยาวถึง 8 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ยิ่งเป็นช่วงหน้าฝนน้ำก็จะยิ่งมาก และทำให้การล่องแก่งยาก แต่สนุกมากขึ้น
สำหรับลำน้ำเข็กนั้นมีต้นน้ำมาจากแม่น้ำที่อยู่บนเขาค้อ และไหลลงมายังอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
ซึ่งจะมีปริมาณย้ำมาที่สุดในช่วงเดือน มิถุนายนถึงเดือนตุลาคมแต่ที่น่าสนใจคือมีแก่งแยกย่อยออกไปอีกถึง 17 แก่งเลยทีเดียว
สำหรับผู้ที่จะมาล่องแก่งที่นี่จะมีจุดเริ่มต้นที่ตำบลบ้านท่าข้ามและล่องไปตามแก่งต่างๆที่จะมีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป
ซึ่งถ้าใครชอบแบบยากๆก็ต้องไปที่แก่งซาง แก่งนางคอย แก่งโสภารามและแก่งยาวที่จะมีความยากระดับ 5 ซึ่งยากที่สุดของลำน้ำเข็ก
แต่สเน่ห์ของการล่องแก่งลำน้ำเข็กอยู่ตรงที่ทางน้ำนั้นไหลขนานไปกับเส้นทางคมนาคมบนบกที่จะช่วยใ
ห้การเดินทางเป็นไปได้ง่ายขึ้นสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปล่องแก่งแห่งนี้แถมยังได้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามอีกด้วย

แม่น้ำปาย
นี่คือแม่น้ำที่จะทำให้การล่องแก่งของคุณเพลิดเพลินสุดๆไปกับธรรมชาติตลอดสองข้างทางเดิมทีปายขึ้น
ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยหลายคนเมื่อพูดถึงปายคงนึกถึงถนนคนเดิน
เมืองปายที่เปรียบเสมือนไฮไลท์ของที่นี่ แต่ที่นี่ก็มีแม่น้ำที่สามารถล่องแก่งได้เช่นเดียวกัน
โดยจุดล่องแก่งของแม่น้ำปายจะเริ่มต้นที่แก่งบ้านน้ำที่อยู่บริเวณอำเภอปางมะผ้า
ซึ่งตลอดสองฝั่งกับระยะทางที่ล่องไปตามแม่น้ำจะเต็มไปด้วยต้นไปนานาพันธ์อีกทั้งยังมีน้ำตกเล็กๆน้อยๆ
ให้ได้ชมกัน แต่ที่เป็นไฮไลท์ของการมาล่องแก่งที่นี่คือเราสามารถล่องไปแวะพักตั้งแคมป์กลางป่าได้ด้วย
อีกทั้ยังมีกิจกรรมอื่นๆระหว่างทางให้ได้ทำกันเช่นการแช่โคลนที่ช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้นหรือจะเป็นแวะ
ชมน้ำตกซูซ่าที่สวยงามก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันสำหรับการล่องแก่งนี้จะสิ้นสุดการเดินทางเมื่อแม่น้ำตามล่องที่ไหลมาไปบรรจบอยู่ที่แม่น้ำปาย…