ข้อควรพิจารณาสำหรับการเลือกที่พัก เพื่อให้ทริปราบรื่นที่สุด

การเป็นนักท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่ต้องประสบพบเจอแน่นอนก็คือที่พัก
แต่การที่จะเลือกที่พักสักแห่งให้ทริปราบรื่นนั้นจะต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง
ลองมาดูกัน

ก่อนอื่นเลยมาดูความสำคัญของการเลือกที่พักให้เหมาะสมกับทริปก่อน
ที่พักนั้นบางคนก็มองว่าเป็นเรื่องจำเป็น บางคนก็มองว่าไม่จำเป็น
เพราะขอให้มีที่ให้ซุกหัวนอนก็พอแล้ว
จากนั้นเมื่อตื่นแล้วก็ค่อยออกไปเที่ยวกันใหม่
แต่อันที่จริงแล้วมันมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น
มีหลายปัจจัยให้เราต้องพิจารณาในการเลือกที่พัก
ถ้าหากว่าต้องการให้ทริปท่องเที่ยวของเราไปได้สวยไร้ซึ่งปัญหา

อย่างแรกสุดเลยก็คือเรื่องพื้นฐานอย่างงบประมาณ
ทุกวันนี้มีโรงแรมที่พักให้เลือกกันหลายเกรด ไล่ไปตั้งแต่โรงแรม 5 ดาว
ไปจนถึงเกสต์เฮ้าส์หรือว่าโฮสเทลราคาประหยัด ลองพิจารณากันให้ดี ดูเอาง่ายๆ
เลยก็คือเรื่องไลฟ์สไตล์ของเรา
ถ้าไม่ได้เน้นว่าต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรมากมาย
ก็จองที่พักที่งบประมาณไม่ต้องสูงมากก็ได้

แต่ว่าก่อนจองนั้นอย่าลืมเทียบราคาผ่านทางเอเยนซี่ต่างๆ ดูก่อน
หรือไม่ก็ตามเว็บไซต์ที่เป็นตัวแทนด้านการจองโรงแรมโดยเฉพาะ
เพราะว่าบางครั้งอาจจะมีโปรโมชั่นดีๆ มาช่วยให้เราเสียเงินน้อยลงก็เป็นได้

เรื่องสถานที่ตั้งก็เป็นเรื่องสำคัญ
ให้ลองประเมินดูว่าทริปท่องเที่ยวของเราจะต้องเดินทางไปยังสถานที่ใดบ้าง
ให้เลือกที่พักให้ใกล้เคียงที่สุด เดินทางไปสะดวกที่สุด
จะทำให้ทริปการท่องเที่ยวของเราราบรื่น
เพราะบางทีการเดินทางที่มากจนเกินไปก็อาจทำให้สภาพร่างกายเหนื่อยล้า
ไม่ค่อยสนุกสักเท่าไหร่นัก
ขณะที่อีกเรื่องที่ควรพิจารณาก็คือที่จอดรถว่ามีเพียงพอหรือไม่

ส่วนนักเดินทางที่ไม่ได้เอารถไปก็ต้องศึกษาให้ดีว่าทางโรงแรมมีบริการด้านการข
นส่งมวลชนบ้างหรือเปล่า
และถ้าไม่มีจะสามารถเดินทางไปไหนมาไหนด้วยวิธีใดได้บ้าง
ควรเลือกให้เดินทางออกจากโรงแรมได้ง่ายที่สุด เพราะจะประหยัดเวลาได้มาก
ไม่ต้องรอรถนาน สู้เอาเวลาที่นั่งรอไปเที่ยวให้เต็มที่กันดีกว่า

เมื่อเลือกโรงแรมกันได้แล้วก็อย่าลืมที่จะเข้าไปอ่านรีวิวของผู้ที่เคยพักจริง
เพราะบางครั้งอาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ทางโรมแรมไม่ได้บอกก็ได้
ให้พิจารณาทั้งข้อดีข้อเสียที่ถูกลงรีวิวเอาไว้
จากนั้นก็นำมาพิจารณาอีกครั้งว่าเราโอเคกับที่นี่แล้วหรือไม่
ถ้าหากว่าโอเคก็ค่อยจองอย่างเป็นทางการ

นี่แหละคือเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการเลือกที่พัก
ซึ่งจะช่วยให้ทริปการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้นแน่นอน…

จัดอันดับ 3 ที่เที่ยวสุดฮิตรับอากาศหนาวพร้อมชมธรรมชาติ

หน้าหนาวกำลังใกล้เข้ามาหลายคนเริ่มที่จะวางแผนการเที่ยวเพื่อออกไปสัมผัสอากาศหนาวต้อนรับปีให
ม่เราจึงจัดอันดับสามสถานที่น่าเที่ยวช่วงหน้าหนาวมาให้ชมกันเผื่อจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าจะใ
ช้ช่วงเวลาหน้าหนาวที่ใดกันดี
เขาพะเนินทุ่ง
เริ่มกันที่อันดับ 3 อาจจะไม่ได้ถูกตั้งอยู่ในจังหวัดที่โด่งดังเรื่องอากศหนาว แต่ธรรมชาติอันสวยงาม
และอากาศที่ยอดเยี่ยมก็ทำให้ที่นี่โดดเด่นไม่แพ้ใคร
และรับรองได้ว่าหากใครได้มาเยือนจะต้องหลงรักอย่างแน่นอนที่แห่งนี้คือเขาพะเนินทุ่งนั่นเอง
โดยตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบุรี ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
ซึ่งหากพูดถึงแก่งกระจานหลายคนอาจจะคิดไปถึงที่ล่องแก่งเพราะที่นี่มีชื่อเสียงอย่างมากสำหรับคนรักก
ารเที่ยวแบบแอดเวอร์เจอร์การล่องแก่งตามแม่น้ำ
แต่ก็มีสถานที่ที่มช้พักผ่อนสบายๆชิลๆรับอากาศหนาวเช่นเดียวกัน
โดยเขาพะเนินทุ่งนั้นอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,207
เมตรเลยทีเดียวส่วนสภาพอากาศด้านบนช่วงกลางวันจะเย็นสบายๆ
แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืนอุณหภูมิจะลดลงมาอย่างรวดเร็ว
โดยบริเวณรอบๆจะเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธ์แถมมีวิวเทือกเขาหลายลูกสลับกันไปดูสวยงาม
และยังกว้างขวาง ซึ่งเดือนที่น่ามาเยือนเขาพะเนินทุ่งมากที่สุดคือเดือนพฤศจิกายน
เพราะอากาศกำลังหนาวแถมยังมีทะเลหมอกให้ได้ชมกันอีกด้วย
ภูชี้ฟ้า
อันดับสองได้แกภูชี้ฟ้า
แน่นอนว่าน้อยคนที่จะไม่รู้จักเพราะดอยชี้ฟ้าถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆของเมืองไทยใน
ช่วงหน้าหนาวเลยทีเดียว สำหรับภูชี้ฟ้านั้นตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย
โดยเมืองขึ้นไปด้านบนจะได้เห็นวัฒนธรรมของชาวเขาบางชนเผ่าที่ยังคงความเป็นอยู่
และใช้ชีวิตตามปกติดั้งเดิมเอาไว้แมถยังมีสินค้าจากหมู่บ้านที่เป็นผักสดใหม่ให้ได้ลองชิมกัน
นอกจากนี้ยังได้สัมผัสไปกับบรรยากาศหนาวเย็นที่จุดชมวิวนั้นสามารถมองเห็นทะเลหมอกได้
ซึ่งที่นี่อยู่สูงจากน้ำทะเล 1628 เมตร
ซึ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวจะทำให้อากาศนั้นหนาวเย็นสุดๆกันเลยทีเดียว
เขาช้างเผือก
นี่คืออีกหนึ่งไฮไลท์สถานที่ท่องเที่ยวน่าหนาวที่ควรไปเยือนสักครั้ง
โดยเขาช้างเผือกตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี ในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ซึ่งอยู่สูงจากน้ำทะเล 1249
เมตร อาจจะสูงไม่มากเท่ากับอันดับอื่นๆ แต่อากาศนั้นจัดว่าหนาวเย็นกำลังดีเลยทีเดียว
โดยลักษณะของเขาช้างเผือกนั้นจะเป็นทางยาวให้เดินไปตามสันเขาสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม่้
โดยทางเดินจะอยู่สูงลาดยาวไปหลายกิโลเมตรบางคนเรียกว่าสันคมมีดด้วยเหตุเพราะทางเดินนั้นสั้นแถม
ค่อนข้างอันตรายที่ต้องใช้ความระวังในการเดิน แต่จุดเด่นคือมันสามารถเดินไป และชมวิวไปได้ถึง 360
องศาเลยทีเดียวด้วยเหตุนี้มันจึงถูกจัดอยู่ในอันดับที่หนึ่งของเรา…

โฮมสเตย์ริมทะเลราคาถูก

ยุคนี้สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลายๆคนถามถึง ด้วยราคาที่ถูกลงมากแม้มีงบน้อย
ก็สามารถไปเที่ยวได้ บทความนี้จะมาแนะนำถึงสถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศ ที่ราไม่แพงด้วยราคาหลักร้อยถึงพันต้นๆ คุ้มค่าแก่วันหยุดพักผ่อน

1.วังใหญ่โฮมสเตย์ จ.สมุทรปราการ…. เป็นอีกหนึ่งโฮมสเตย์ที่พลาดไม่ได้เลย
เพราะคุณจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวประมงที่คนไม่พลุกพล่าน ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน
จ.สมุทรปราการ…. ราคาต่อคนอยู่ที่ 500 บาทเท่านั้น ราคานี้รวมค่าอาหารแล้วอีกด้วย

2.บ้านสวนริมน้ำ โฮมสเตย์ จ.จันทบุรี ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาสองลูกคือเขาคิชฌกูฏและเขาสอยดาว
บ้านพักที่อยู่ในสวนผลไม้ติดน้ำตก บรรยากาศโอบล้อมด้วยต้นไม้ ลำธาร และขุนเขา อากาศเย็นสบายตลอดปี
บ้านพักมีทั้งหมด 10 หลัง มีทั้งเป็นบ้านพัก และบ้านไม้ไผ่พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก
กิจกรรมมีให้เลือกทำหลากหลาย อาทิ ปั่นจักรยาน, เดินป่า, ชมนกชมไม้ ส่วนใหญ่นิยมเล่นน้ำ
และชมชิมผลไม้ตามฤดูกาล ห้ามพลาดชิมเมนูพื้นบ้าน น้ำพริกกะปิ, ผักต้ม และหมูชะมวง ราคาที่พักเริ่มต้น 500 –600 บาทต่อคน

3.บ่อฝ้าย โฮมสเตย์
ที่พักติดริมทะเลหัวหินราคาถูกที่ดูแลโดยส่วนราชการ
ซึ่งเป็นบ้านพักสวัสดิการทหารอากาศที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าพักได้ในราคาเบา ๆ
มีให้เลือกทั้งแบบบังกะโลและอาคารที่ สามารถมองเห็นวิวทะเลได้เลย เหมาะกับคนที่มีญาติเป็นทหาร ตำรวจ
เพราะจะได้ส่วนลดพิเศษ ส่วนบุคคลทั่วไปจะราคาสูงกว่านิดหน่อย ที่สำคัญคือรับรองความปลอดภัย
แน่นอนประเภทห้องพักแบบคอนโด เริ่มต้น 800 บาท

4.บลูเวฟ หัวหิน บลูเวฟ หัวหิน ที่พักสุดเงียบสงบบนอ่าวตะเกียบ ตั้งอยู่ติดกับทะเล
เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ได้สัมผัสกับท้องทะเลกว้างใหญ่ ให้บริการที่พักแบบโรงแรม ห้องพักตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น
กว้างขวาง สีสันสบายตา เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ทีวีจอแอลซีดี อินเทอร์เน็ตไร้สาย
โซฟา ไดร์เป่าผม ของใช้ภายในห้องน้ำ มินิบาร์ ฯลฯ ทุกห้องจะมีระเบียงให้ได้ชมวิวและนั่งชิลยามว่าง
บางห้องสามารถมองเห็นวิวทะเลได้ไกลสุดลุกหูลูกตา บรรยากาศดีมาก ๆ นอกจากนี้พนักงานต้อนรับยังมีอยู่ตลอด
24 ชั่วโมง มีสระว่ายน้ำ ยิม ร้านอาหารไว้บริการด้วย ราคาเริ่มต้นที่ 1,000-1,300 บาท

5.ไอสไตล์ หัวหิน (I Style Huahin)ตั้งอยู่ที่ซอยหัวหิน 19 ห่างจากชายหาดหัวหินเพียง 300 เมตร
เป็นบูติคโฮเทลขนาดเล็กสไตล์โมเดิร์น เปิดให้บริการห้องพักทั้งหมด 23 ห้อง
ห้องพักทุกห้องถูกออกแบบให้มีลักษณะเฉพาะและแตกต่างกันออกไปตามสีสัน และอารมณ์ความรู้สึก
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนและการบริการอย่างเป็นกันเอง
ที่ตั้ง ซ.หัวหิน19 ถ.เพชรเกษม อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ราคาตั้งแต่ 500 –3,900 บาท…

ที่เช็คอินสุดชิคที่ เพชรบูรณ์

แน่นอนว่าหากพูดถึงเรื่อง ทะเล เราก็ต้องนึกถึงจังหวัดทางฝั่งภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น ชลบุรี , ระยอง หรือ ตราด
รวมไปถึงฝั่งภาคใต้อาทิ กระบี่ และ ภูเก็ต แต่หากนึกถึงการ เดินป่า , เที่ยวภูเขา , ยลไอหมอสวยๆ และ
ดื่มด่ำกับธรรมชาติ เชื่อว่า จังหวัดอย่าง เพชรบูรณ์ คงเป็นหนึ่งในตัวเลือกชั้นดีแน่นอน ที่เราต้องนึกถึง เพราะจังหวัดนี้
แม้ชื่อเสียงอาจไม่โด่งดั่ง แต่ก็เต็มไปด้วยทิวเขาน้อยใหญ่ โอบล้อมๆ กับ ป่าไม้พืชพรรณอันเขียวขจี ที่สำคัญ
อากาศเย็นสบาย สามารถไปเที่ยวได้ทุกๆฤดูกาลอีกด้วย และนี่คือ 2 จุดเช็คอิน ที่ใครไปแล้ว ต้องไม่พลาด
เริ่มต้นกันที่ สถานท่องเที่ยวอันขึ้นชื่อที่สุดอย่าง ภูทับเบิก โดยที่แห่งนี้นั้น ขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติสุดๆ
โดยเฉพาะเมื่อฝนตกพรำๆ ความหนาวเย็นมาเยือน จะถือเป็นโมเม้นต์ที่ยอดเยี่ยมสุดๆ ในการออกมาชมทะเลหมอก
ที่โอบกอดรอบๆ อีกทั้ง ภูทับเบิก ยังมีแปลงกะหล่ำปลีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน
เมื่อตกช่วงกลางคืน เราก็สามารถเอาเต็นท์ มานอนท้าลมหนาว เฝ้ามองดวงดาว และ ฟากฟ้าจากบนดินได้ดีด้วย
นอกจากนี้ ภูทับเบิก ยังถูกเปรียบให้เสมือนกับ ดาวบนดิน เนื่องจากด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเล 1768 เมตร ซึ่ง
จะทำให้เวลาเรามองจากยอดภูทับเบิกลงไปด้านล่าง จะให้แสงไฟของบ้านเรือนส่องประกายสวยงานสุดๆเลยทีเดียว

สถานที่ที่สอง เราจะมากันที่ เขาตะเคียนโง๊ะ โดยไฮไลต์ของสถานที่แห่งนี้ จะเต็มไปด้วยทะเลหมอกรอบด้าน 360
องศา ซึ่งได้รับการยอมรับว่า เป็นจุดชมพระอาทิตย์ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่สำคัญ จากจุดของ
เขาตะเคียนโง๊ะ ยังสามารถมองไปเห็นสถานที่อื่นๆอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เขาย่า , เขาปู่ ที่มีรูปร่างคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิ
แห่ง ประเทศญี่ปุ่น เลยทีเดียว
ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกเหนือจากสถานที่ที่เรานำเสนอไปแล้ว เราเชื่อว่าจังหวัดเพชรบูรณ์แห่งนี้
ยังมีอะไรที่น่าคุ้นหารออยู่มากมาย ดังนั้น ถ้าใครมีโอกาส เราอยากให้ทุกท่านลองไปสักครั้ง…

เกาะมันนอก ที่จังหวัดระยอง

หากเอ่ยถึงเกาะหรือทะเล แล้วละก็ หลายคนคงคิดถึงจังหวัดใกล้ๆกรุงเทพฯ อย่างเช่น พัทยา ชลบุรี หรือบางแสนเป็นต้น
หลายคนลืมว่า จังหวัดระยอง ก็มีเกาะดีๆนั้นคือ เกาะมันนอก หลายคนฟังชื่อแล้ว อาจไม่คุ้นชื่อ แต่เกาะแห่งนี้บอกได้เลยว่า
เป็นเกาะที่ความสุขครบเครื่องจริงๆ
เกาะมันนอก เป็นเกาะที่มีขนาดเล็ก อยู่ภายในของทะเลอ่าวไทย ทางด้านตะวันออก ตั้งอยู่ที่หมู่เกาะมันนอก จังหวัดระยอง
มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 เกาะ คือ เกาะมันนอก เกาะมันใน เกาะมันกลาง
ซึ่งเกาะมันนอกถือได้ว่าเป็นเกาะที่มีระยะอยู่ไกลที่สุด ถ้าหากเดินทางจากท่าเรือ บริเวณอ่าวไข่ อ.แถลง ก็จะอยู่ราวๆ 45
นาที ส่วนเรือที่มาให้บริการนั้นจะใช้เป็นเรือประมงที่ถูกดัดแปลงใหม่ให้เป็น 2 ชั้นก่อนที่เราจะนั่งเรือไปยังตัวเกาะ
ในระหว่างทางนั้น เราสามารถนั่งชมวิวไปตามทางได้อย่างฟินเว่อร์
และในระหว่างทาง เราจะแล่นผ่าน เกาะมันในและเกาะมันกลาง และหากใกล้ถึงเกาะมันนอกแล้ว
ทางเจ้าหน้าที่จะหยุดเรือและให้เราเปลี่ยนเรือไป ลงที่เรืออ่างแทน เนื่องจากว่าน้ำที่นั้นมีปริมาณค่อนข้างตื้น
อาจทำให้ท้องเรือนั้นไปถูกแนวประการังที่อนุรักษ์ อาจจะเหนื่อยหน่อยในการนั่งเรือ
แต่หากว่าถึงยังเกาะแล้วละก็บอกได้เลย หายเหนื่อยทันที น้ำทะเลใสๆ หาดทรายขาวๆ เสียงเคลื่อนซัดกระทบกับทรายเบาๆ
ชวนลงเอนกลายไปปะทะกับน้ำทะเลจริงๆ เหมาะกับการพาครอบครัวหรือแฟนมาเที่ยว มาพักผ่อนมาคลายร้อน
หรือว่าใครเคลียดกับงานมากๆ ก็สามารถเอาความเคลียดความทุกข์มาลอยทะเล ก็ได้

ส่วนรีสอร์ท ภายในเกาะมันนอก ก็จะมีอยู่ที่เดียวคือ รีสอร์ท kho munnork private island by epicurean lifestyle
ที่บริการอย่างครบถ้วนใส่ใจทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ
ถ้าเกิดว่าใครมีโอกาสได้ไปที่นี่แล้ว บอกได้เลยว่าไม่อยากกลับบ้านอย่างแน่นอน…

หมูหวาน

 

หมูหวาน เป็นอาหารไทยโบราณที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชการที่ 5 ทรงโปรดมาก จนมีเรื่องเล่าเรื่องหมูหวานตำรับท้าววรจันทร์เกิดขึ้น ซึ่งแต่เดิมไม่ได้เรียกว่า หมูหวาน แต่เรียกว่า “หมูผัด”  คำว่าหมูหวานเป็นคำที่เกิดขึ้นภายหลัง  เกิดมาจากเรื่องราวของท้าวรจันทร์

ท้าววรจันทร์ เป็นเจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงประสูติโอรสใน พ.ศ. 2406  ซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า “โสณบัณฑิต” ตามพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 4 ดังนี้

“สมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยามผู้เป็นพระบิดา ขอตั้งนามแก่บุตรชายที่เกิดแต่แมวอิเหนา เป็นมารดาประสูติในวัน 4 ฯ 5 ค่ำ (วันที่ 4 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5) ปีกุน ยังเป็นจัตวาศกศักราช 1224 นั้นว่า พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าโสณบัณฑิต โสณนาม ขอจงได้เจริญชนมายุพรรณสุขพลปฏิภาณ ศุภสารสมบัติ บริวารยศฤาชาปรากฏเกียรติคุณสุนทรเดชพิเศษสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพิบูลยผล ทุกประการเทอญ”

ท้าววรจันทร์มีโอรสเพียงพระองค์เดียว กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าทรงรับสั่งว่า “ถ้ามีลูกอีกคนหนึ่ง  ข้าจะให้ชื่อว่านนทบัณฑิต และจะให้นิมนต์พระมาเทศน์ เรื่องชาดกนี้ให้ฟัง” แต่ท่านท้าวก็หามีโอรสอีกองค์หนึ่งไม่

ส่วนชื่อที่เรียกท่านว่า “แมวอิเหนา” นั้น เป็นเพราะว่าท่านท้าวทรงเล่นละครเป็นอิเหนา  และรำได้อย่างงดงามมาก มีอยู่คราวหนึ่งในขณะที่เล่นเป็นตัวท้าวมาลีวราช ตอนชำระความ บังเอิญฝนตกลงมาจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ทรงบ่นว่าเป็นเพราะนางแมวมาร่ำ ฝนจึงตก

ซึ่ง ท้าววรจันทร์ นั้น แต่เดิมเป็นชื่อเรียกกันมาตั้งแต่ครั้งเด็กว่า แมว ซึ่งต่อมากลายเป็นคำเรียกท่านว่า “แมวอิเหนา” ตามชื่อเดิมของท่าน และนอกจากรำได้สง่างามแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่ทำอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อยขึ้นชื่อด้วย

กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงเคยรับสั่งเล่าเรื่องของท่านย่าไว้ว่า “ครั้งหนึ่งท่านทำน้ำยาไก่ถวาย พระพุทธเจ้าหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานธูป เทียน บูชาฝีมือ และมีพระราชดำรัสยกย่องมาก

อีกครั้งหนึ่ง ท่านไม่รู้ตัว  ไม่ได้ตระเตรียม พอคุณจอมเชิญพระกระแสรับสั่งขอเครื่องเสวยในทันที  ท่านก็รีบจัดสำรับของท่านเองถวายขึ้นไป กลับได้รับพระราชดำรัสชมเชยว่ากับข้าวอร่อย  โดยเฉพาะหมูหวาน ซึ่งทำให้ระลึกถึงกาลก่อน ครั้งยังทรงพระเยาว์ได้เคยเสวยหมูผัด เช่นนี้บ่อยๆ ทรงอธิบายว่าหมูอย่างนี้แต่ก่อนเรียกว่าหมูผัด

กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านมาจนถึงปัจจุบัน “หมูหวาน” กลายเป็นอาหารที่อยู่คู่กับสำรับไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ที่เราสามารถล้มรสหมูหวานได้จากร้านข้าวแกงทั่วไป ในราคาระดับมิตรภาพ อิ่มทั้งท้อง แถมสบายกระเป๋าด้วย

ส่วนวิธีทำก็ไม่ยากเย็นอะไร เพียงแต่อาจไม่เหมือนสูตรโบราณของท้าววรจันทร์ เริ่มจาก นำหมูสามชั้นมาเฉือนเอาหนังหมูออกไป จากนั้นนำมาหั่นให้มีขนาดต่อชิ้นใหญ่สักหน่อย เพราะเวลาที่ทอด ขนาดของชิ้นหมู จะหดลงไป

เมื่อหั่นเสร็จแล้ว ก็นำไปใส่กระทะ แล้วใส่น้ำมันพืชตามลงไป ผัดไปเรื่อยๆ น้ำมันจากเนื้อหมู จะค่อยๆ ออกมา จากผัดก็จะกลายเป็นทอดไป น้ำมันจะค่อยๆ เยอะขึ้น ชิ้นเนื้อหมู ก็จะค่อยๆ หดลง ทอดไปจนกว่าเนื้อหมูมีสีเหลืองส้ม ถือเป็นอันใช้ได้ เอาตะแกรงตักขึ้นมาพักไว้

จากนั้นรอจนเนื้อหมูเย็น แล้วติดไฟ ตั้งกระทะ ใช้ไฟอ่อน ใส่น้ำมันลงไป ตามด้วยเนื้อหมูที่ทอดมาแล้วรอบนึง ใส่น้ำตาลทรายขาวลงไป ตามด้วยน้ำปลา ผัดไปเรื่อยๆ พร้อมคอยใส่น้ำเปล่าเล็กน้อย เพื่อไม่ให้หมูกระด้าง

ที่เหลือก็แค่ใส่น้ำตาลปิ๊บลงไป เพื่อให้หวานกลมกล่อม ผัดต่อไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลเหนียวเข้าตัวแล้ว ก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้ พักให้แห้งสักพัก ก็คนอีกรอบ เพื่อให้น้ำตาลเข้าตัว เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ตักเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ได้เลย…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : หมี่กรอบ

 

หมี่กรอบ เป็นอาหารไทยที่ได้รับความนิยมมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันความนิยมก็ลดลงไปบ้าง เนื่องจากหมี่กรอบที่อร่อยๆ เป็นตำรับหมี่กรอบแท้ๆ หาได้ยากทุกที นอกจากนี้แฟชั่นความนิยมของชนิดอาหารก็มักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

นอกจากนี้ หมี่กรอบ ยังเป็นอาหารที่ค่อนข้างจุกจิก หากจะหาอร่อยต้องทำขึ้นเองภายในครอบครัว จากฝีมือแม่ครัวที่เรียนรู้กับคนเก่าแก่ที่บรรจง เตรียมเครื่องปรุงต่างๆ ให้ครบถ้วน ทำหมี่กรอบได้รสชาติกลมกล่อม และหมี่กรอบยังคงกรอบน่ากิน

โดยหัวใจหลักของ หมี่กรอบ คือสมุนไพรที่เรียกว่า “ส้มซ่า” มีถิ่นกำเนิดจากอินเดีย เปลือกผลหนา ผิวขรุขระมีกลิ่นหอม ผลดิบสีเขียว สุกสีเหลือง เนื้อในรสเปรี้ยวปนหวาน ฉ่ำน้ำมีเมล็ดเยอะ ติดผลทั้งปี อยู่ในพืชตระกูลเดียวกับ ส้มโอ มะนาว มะกรูด

ซึ่งการทำ หมี่กรอบ ที่เราจะนำเสนอในวันนี้ เป็นหมี่กรอบชาววัง อาหารไทยชาววังร่วมสมัย ที่คุ้มค่าสมการรอคอยและติดตาม เพราะเป็นสูตรของ หม่อมหลวงพวง ทินกรฯ ราชสกุลทินกร ผู้เป็นต้นตำรับชาววังโดยแท้จริง

วิธีการทำ หมี่กรอบ เริ่มจากเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ไล่ตั้งแต่น้ำปรุงที่ต้องใช้ น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ, เต้าเจี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 10 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ, ส้มมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ และ น้ำส้มซ่า 2 ช้อนโต๊ะ

รวมไปถึง เส้นหมี่ห่อเล็ก 1 ห่อ, เนื้อหมูหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก 500 กรัม, กุ้งนาง 4 ตัว, เต้าหู้แข็งหั่นเล็ก 2 ชิ้น, ไข่เป็ด 2 ฟอง, ใบกุยช่ายหั่นท่อน 1 ถ้วยตวง, กระเทียมดองหั่นแว่น 1 ถ้วยตวง, ถั่วงอก 200 กรัม, พริกชี้ฟ้าแดงหั่นฝอย 2 เม็ด, ผักชีเด็ดเป็นใบสักเล็กน้อย, ผลส้มซ่า 1 ลูก, หอมแดง 3 หัว และ กระเทียม 3 กลีบ

วิธีการทำ เส้นหมี่กรอบ เริ่มจากนำเส้นหมี่ไปแช่น้ำอุ่นประมาณ 5 นาที นำขึ้นพักในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ ผสมน้ำเปล่า 2 ถ้วย กับน้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ เตรียมไว้ นำเส้นหมี่ที่สะเด็ดน้ำใส่ลงในหม้อใบใหญ่ที่มีฝาปิดมิด นำน้ำที่ผสมไว้พรมให้ทั่ว ปิดฝาทิ้งไว้ 5 นาที พลิกเส้นหมี่กลับไปมา พรมน้ำซ้ำอีกครั้ง ปิดฝาทิ้งไว้อีก 10-15 นาที

จากนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมัน ติดไฟอ่อนรอให้น้ำมันร้อน เวลาทอดทอดทีละน้อย ถ้าเส้นเปียกน้ำมันจะกระเด็น ถ้าเป็นเส้นแห้ง คลี่เส้นออกก่อนทอด ไม่อย่างนั้นเส้นจะไม่พองออก จับตัวกันเป็นก้อน ทอดเสร็จใส่ภาชนะพักไว้ให้เย็น แล้วปิดฝา

ส่วนวิธีทำน้ำปรุงหมี่ เริ่มจากปอกเปลือกหอมแดงและกระเทียม ล้างให้สะอาด แล้วนำมาสับรวมกันให้ละเอียด จากนั้นหันไปหั่นหมูเนื้อแดงเป็นเส้นยาวประมาณ 2 ซม. ปอกเปลือกกุ้งนางล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

ขยับมาตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย พอร้อนใส่หอมกับกระเทียมสับละเอียดเจียวสักครู่ พอเริ่มเหลืองใส่หมูและกุ้งลงไปผัด ใส่เต้าเจี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ ผัดไปสักครู่ ให้ได้กลิ่นหอมๆ ใส่เนื้อหมู หรือเนื้อไก่สับ กุ้งสับละเอียด หรือจะใส่กุ้งทั้งตัวก็ได้

จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไปในกระทะ คนจนน้ำตาลทรายละลายหมด เติมน้ำส้มมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำปลา ปรุงให้ออกรสหวานเปรี้ยวนำ แล้วใส่น้ำส้มซ่าคั้นลงในน้ำปรุงหมี่ที่ผัดในกระทะ ส่วน ผิวส้มซ่า หั่นอย่างให้ติดสีขาวเป็นเส้นเล็กๆ บางๆ แยกไว้โรยหน้าหมี่

ที่เหลือชิมรสน้ำปรุงที่เคี่ยวในกระทะ เมื่อได้รสที่ต้องการ ตักเนื้อหมู เนื้อกุ้ง พักไว้ในถ้วย เคี่ยวน้ำที่เหลือในกระทะต่อจนเหนียวข้น สาเหตุที่ให้พักเนื้อหมูและกุ้ง เพราะจะทำให้แข็ง เมื่อน้ำเหนียวข้นแล้วค่อยนำเนื้อหมูและเนื้อกุ้งกลับลงไป คนผสมต่อ แล้วค่อยตักขึ้นใส่ชามพักรอไว้

สุดท้ายตั้งกระทะเตรียมคลุกหมี่ โดยใช้ไฟกลาง ตักน้ำปรุงหมี่ลงอุ่น ใส่เส้นหมี่ที่ทอดไว้ลงไป ให้เส้นหมี่กระจาย แล้วคลุกเคล้า ให้ส่วนผสมเข้ากันถ้วนทั่ว เส้นหมี่จะสีแดงสดสวยโดยไม่ต้องเติมสี ก่อนเสิร์ฟตักใส่จานโรยหน้าตกแต่งให้สวยงามด้วยกระเทียมและส้มซ่า เป็นอันเสร็จ…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : พระรามลงสรง

 

พระรามลงสรง เป็นอาหารไทยโบราณที่หากินได้ยากมากในปัจจุบัน จัดเป็นอาหารประเภทจานเดียวที่ดัดแปลงมาจากอาหารแต้จิ๋ว หน้าตาจึงคล้ายๆ กับราดหน้าบ้านเรา แต่ปรับจากการใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นข้าวสวยร้อนๆ

โดย พระรามลงสรง นั้นจะประกอบไปด้วยข้าวหุงสุก โปะหน้าด้วยผักบุ้งลวก หมูลวก แล้วก็ราดด้วยน้ำสะเต๊ะ น้ำพริกเผา หากใครชอบกินเปรี้ยวก็บีบมะนาวลงไปหน่อย เพื่อให้รสชาตินั้นกลมกล่อมอร่อย

ซึ่งความอร่อยของ พระรามลงสรง จะอยู่ที่น้ำราด เพราะน้ำราดจะเป็นตัวชูทำให้อาหารจานนี้อร่อยเป็นพิเศษ เนื่องจากรสชาติของหมูลวกกับผักบุ้งลวกจะจืดๆ ชืดๆ แต่ถ้าได้น้ำราดที่อร่อยนั้น รับรองเลยว่าจะเด็ดสุดยอดแน่นอน

การทำ พระรามลงสรง เคล็ดลับการทำให้อร่อยจะต้องเลือกใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ สะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็น เพราะอาจจะทำให้อาหารจานนี้เสียรสชาติ และก็อาจจะหมดความอร่อยไปได้เลยทันที โดยเริ่มจากการเตรียมวัตถุดิบในการทำน้ำราด คือ

พริกแกง ที่จะใช้คือนำ พริกแห้ง 9 เม็ด ไปแช่น้ำให้นิ่ม เพื่อตำให้ง่ายขึ้น ตามด้วย กระเทียม 1 หัวใหญ่ หรือ 2 หัวเล็ก, หอมแดง  9 หัว, ข่าแก่  5 แว่นบางๆ , ตะไคร้ซอย 2 ต้น และ เกลือครึ่งช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียด

ส่วน ถั่วลิสง 1 กำมือ นำมาคั่วให้สุก พอเย็นแล้วนำเปลือกออกให้หมด จากนั้นนำไปตำรวมกับพริกแกง แต่ไม่ต้องละเอียดมาก พักทิ้งไว้แล้วหนีไปตั้งกระทะให้ร้อน พร้อมใส่หัวกะทิจนแตกมันเล็กน้อย

จากนั้นนำพริกแกงที่ตำรวมกับถั่วลิสง ใส่ลงไปคั่วให้หอม หากแห้งค่อยๆ เพิ่มน้ำหางกะทิเรื่อยๆ จนหอมดี ปรุงรสด้วยน้ำปลา, น้ำตาลปีบ และน้ำมะขามเปียก คนสักพักให้มีน้ำคลุกคลิก แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เดือด จึงนำแป้งสาลีที่ผสมน้ำละลายดีแล้วราดลงคนอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เดือดแล้วปิดไฟ

ด้านของ ผักบุ้งลวก กับ หมูลวก ส่วนของ ผักบุ้ง ใช้ได้ทุกชนิด เช่น ผักบุ้งไทย, ผักบุ้งแม่น้ำปล้องใหญ่, ผักบุ้งปล้องเขียวอ่อน หรือ ผักบุ้งจีน นำไปลวกให้สุก เติมเกลือลงในน้ำเพื่อให้ผักบุ้งเขียว เมือลวกสุกแล้วตักขึ้นแช่น้ำเย็นจากตู้เย็น จะเขียวสวยนาน หรือไม่ผ่านน้ำเย็นก็ได้

ขณะที่ หมูลวก ให้เลือกหมูส่วนที่ไม่ติดมัน หั่นชิ้นพอคำล้างให้สะอาด ตั้งน้ำให้เดือด ใส่เกลือในน้ำเล็กน้อย นำเนื้อหมูต้มให้สุก จากนั้นจัดผักบุ้งใส่จาน โปะด้วยข้าวสวยร้อนๆ ตามด้วยหมูลวก และเทน้ำราดเป็นอย่างสุดท้าย เป็นอันเสร็จสิ้นเมนู พระรามลงสรง อาหารไทยโบราณที่ปัจจุบันหาทานได้ยาก แต่ยังพอหาทานได้…