หมูหวาน

 

หมูหวาน เป็นอาหารไทยโบราณที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชการที่ 5 ทรงโปรดมาก จนมีเรื่องเล่าเรื่องหมูหวานตำรับท้าววรจันทร์เกิดขึ้น ซึ่งแต่เดิมไม่ได้เรียกว่า หมูหวาน แต่เรียกว่า “หมูผัด”  คำว่าหมูหวานเป็นคำที่เกิดขึ้นภายหลัง  เกิดมาจากเรื่องราวของท้าวรจันทร์

ท้าววรจันทร์ เป็นเจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงประสูติโอรสใน พ.ศ. 2406  ซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า “โสณบัณฑิต” ตามพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 4 ดังนี้

“สมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยามผู้เป็นพระบิดา ขอตั้งนามแก่บุตรชายที่เกิดแต่แมวอิเหนา เป็นมารดาประสูติในวัน 4 ฯ 5 ค่ำ (วันที่ 4 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5) ปีกุน ยังเป็นจัตวาศกศักราช 1224 นั้นว่า พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าโสณบัณฑิต โสณนาม ขอจงได้เจริญชนมายุพรรณสุขพลปฏิภาณ ศุภสารสมบัติ บริวารยศฤาชาปรากฏเกียรติคุณสุนทรเดชพิเศษสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพิบูลยผล ทุกประการเทอญ”

ท้าววรจันทร์มีโอรสเพียงพระองค์เดียว กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าทรงรับสั่งว่า “ถ้ามีลูกอีกคนหนึ่ง  ข้าจะให้ชื่อว่านนทบัณฑิต และจะให้นิมนต์พระมาเทศน์ เรื่องชาดกนี้ให้ฟัง” แต่ท่านท้าวก็หามีโอรสอีกองค์หนึ่งไม่

ส่วนชื่อที่เรียกท่านว่า “แมวอิเหนา” นั้น เป็นเพราะว่าท่านท้าวทรงเล่นละครเป็นอิเหนา  และรำได้อย่างงดงามมาก มีอยู่คราวหนึ่งในขณะที่เล่นเป็นตัวท้าวมาลีวราช ตอนชำระความ บังเอิญฝนตกลงมาจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ทรงบ่นว่าเป็นเพราะนางแมวมาร่ำ ฝนจึงตก

ซึ่ง ท้าววรจันทร์ นั้น แต่เดิมเป็นชื่อเรียกกันมาตั้งแต่ครั้งเด็กว่า แมว ซึ่งต่อมากลายเป็นคำเรียกท่านว่า “แมวอิเหนา” ตามชื่อเดิมของท่าน และนอกจากรำได้สง่างามแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่ทำอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อยขึ้นชื่อด้วย

กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงเคยรับสั่งเล่าเรื่องของท่านย่าไว้ว่า “ครั้งหนึ่งท่านทำน้ำยาไก่ถวาย พระพุทธเจ้าหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานธูป เทียน บูชาฝีมือ และมีพระราชดำรัสยกย่องมาก

อีกครั้งหนึ่ง ท่านไม่รู้ตัว  ไม่ได้ตระเตรียม พอคุณจอมเชิญพระกระแสรับสั่งขอเครื่องเสวยในทันที  ท่านก็รีบจัดสำรับของท่านเองถวายขึ้นไป กลับได้รับพระราชดำรัสชมเชยว่ากับข้าวอร่อย  โดยเฉพาะหมูหวาน ซึ่งทำให้ระลึกถึงกาลก่อน ครั้งยังทรงพระเยาว์ได้เคยเสวยหมูผัด เช่นนี้บ่อยๆ ทรงอธิบายว่าหมูอย่างนี้แต่ก่อนเรียกว่าหมูผัด

กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านมาจนถึงปัจจุบัน “หมูหวาน” กลายเป็นอาหารที่อยู่คู่กับสำรับไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ที่เราสามารถล้มรสหมูหวานได้จากร้านข้าวแกงทั่วไป ในราคาระดับมิตรภาพ อิ่มทั้งท้อง แถมสบายกระเป๋าด้วย

ส่วนวิธีทำก็ไม่ยากเย็นอะไร เพียงแต่อาจไม่เหมือนสูตรโบราณของท้าววรจันทร์ เริ่มจาก นำหมูสามชั้นมาเฉือนเอาหนังหมูออกไป จากนั้นนำมาหั่นให้มีขนาดต่อชิ้นใหญ่สักหน่อย เพราะเวลาที่ทอด ขนาดของชิ้นหมู จะหดลงไป

เมื่อหั่นเสร็จแล้ว ก็นำไปใส่กระทะ แล้วใส่น้ำมันพืชตามลงไป ผัดไปเรื่อยๆ น้ำมันจากเนื้อหมู จะค่อยๆ ออกมา จากผัดก็จะกลายเป็นทอดไป น้ำมันจะค่อยๆ เยอะขึ้น ชิ้นเนื้อหมู ก็จะค่อยๆ หดลง ทอดไปจนกว่าเนื้อหมูมีสีเหลืองส้ม ถือเป็นอันใช้ได้ เอาตะแกรงตักขึ้นมาพักไว้

จากนั้นรอจนเนื้อหมูเย็น แล้วติดไฟ ตั้งกระทะ ใช้ไฟอ่อน ใส่น้ำมันลงไป ตามด้วยเนื้อหมูที่ทอดมาแล้วรอบนึง ใส่น้ำตาลทรายขาวลงไป ตามด้วยน้ำปลา ผัดไปเรื่อยๆ พร้อมคอยใส่น้ำเปล่าเล็กน้อย เพื่อไม่ให้หมูกระด้าง

ที่เหลือก็แค่ใส่น้ำตาลปิ๊บลงไป เพื่อให้หวานกลมกล่อม ผัดต่อไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลเหนียวเข้าตัวแล้ว ก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้ พักให้แห้งสักพัก ก็คนอีกรอบ เพื่อให้น้ำตาลเข้าตัว เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ตักเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ได้เลย

Related Post

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*