เที่ยวเกาะโอกินาวา

หากพูดถึงประเทศญี่ปุ่นหลายคนคงคิดถึง โตเกียว หรือ โอซาก้า สถานที่เที่ยวในเมือง แต่ญี่ปุ่นเป็นเกาะ
ทำไมพวกเขาจะไม่มีทะเลที่สวยงามเพราะฉะนั้น
นอกจากเมืองที่กล่าวมา เราจะพาไปรู้จักเกาะโอกินาวา ที่มีทะเลที่สวยไม่แพ้ที่ไหนในโลก
อาณาจักรริวกิวเป็นอาณาจักรดั้งเดิมของเกาะโอกินาวา
มีการปกครองด้วยตนเอง มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมเป็นของตัวเอง
ก่อนที่จะรวมตัวเป็นหนึ่งในแผ่นดินญี่ปุ่นในปัจจุบัน Ryukyu Mura
เป็นสถานที่เที่ยวที่จำลองความเป็นอยู่สมัยริวกิว
จัดแสดงอาคารบ้านเรือนอายุกว่า 100 ปี มีโชว์การแสดง
ทั้งยังมีกิจกรรมที่สามารถเข้าร่วมสนุกได้ เช่น
การทำของที่ระลึกจากหอย การปั้นหรือระบายสีตัวซีซ่า การแต่งกายชุดริวกิว เป็นต้น
และเรื่องของกิน อยากให้ลอง Popo เครปโอกินาวา เป็น
เครปรูปร่างหน้าตาคล้ายกับขนมโตเกียวแผ่นใหญ่ แป้งแน่นๆ
มีกลิ่นอ่อนๆ ของน้ำตาลทราย รสชาติใช้ได้เลยนะ เดินถัดมาเรื่อยๆ
เป็นโซนเครื่องปั้นดินเผา มีของที่ระลึกมากมายหลายแบบ
ออกมาก็จะเจอกับเจ้าควายน้ำกำลังเดินเครื่องคั้นน้ำอ้อยสดๆ
เพื่อทำเป็นน้ำตาลดำซึ่งการใช้แรงควายน้ำเป็นกรรมวิธีดั้งเดิมในการทำน้ำตาลทรายดำของชาวริวกิว
ถ้ามาโอกินาวาทั้งที จะพลาดกิจกรรมนี้ไปได้ยังไง เหมือนมาเที่ยวเกาะแต่ไม่ได้ไปเล่นน้ำทะเลมันก็จะยังไงอยู่
มิชชั่นช่วงบ่ายนี้เราเลยไปดำน้ำกันที่แหลม Maeda ซึ่งเป็นจุดดำน้ำยอดนิยม สามารถดำน้ำแบบ Snorkeling
และดำน้ำจริงจังได้ ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ ถ้ำสีฟ้า หรือ Blue Cave แต่ก่อนที่จะดำน้ำ เราต้องเพิ่มพลังกันเสียก่อน
มื้อกลางวันนี้เราเลยแวะร้านอาหารท้องถิ่น เมนูที่เล็งไว้ คือ ซารุ โซเมน
ที่ทำมาจากมันเทศม่วงของขึ้นชื่อของโอกินาวา
จึงต้องจัดเสียหน่อย ภายในเซตยังเสิร์ฟคู่กับข้าวโปะหมูหวาน
ไม่รู้ว่ามันคือซอสอะไรแต่รสชาติออกหวานเลยเรียกหมูหวานละกัน
ถือว่ามื้อนี้เป็นการจัดหนักจัดเต็มไปเลย
จะได้เพิ่มพลังในการดำน้ำได้อย่างเต็มที่
และห้ามพลาด แหลมมาเอดะ เป็นอีกหนึ่งจุดดำน้ำที่เหมาะสำหรับคนว่ายน้ำไม่แข็งก็สามารถมาดำน้ำได้
เพราะระยะทางไม่ได้ไกลมาก เขาจะมีอุปกรณ์ให้จับ อย่างเช่น บอร์ดฟองน้ำหรือแพ ที่ช่วยให้เราลอยตัวไปพร้อมๆ
กันไม่หลงไปไหน และเหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากนั่งเรือไปเกาะรอบนอก หรือมีเวลาเที่ยวไม่กี่วัน อยู่ใกล้กับเมืองใหญ่ๆ
เดินทางง่าย นับว่าการดำน้ำที่นี่เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า ราคาก็ไม่แพง และเดินทางสะดวก…

ท่องเที่ยวจังหวัดตราด

จังหวัดตราด เมืองท้ายสุดในดินแดนทางตะวันออกของไทย
อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติหลากหลายรูปแบบอีกทั้งทะเลและชายป่า
อีกทั้งยังเป็นเมืองที่สงบเงียบมากมาย น่าท่องเที่ยวพักสุดๆ
โดยยิ่งไปกว่านั้นเกาะต่างๆที่เหมือนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใครมาตราดจะต้องไปเช็กอินให้ได้
แต่ว่าจริงๆแล้ว เมืองตราดบนฝั่งก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ
ให้ได้ไปเยี่ยมเยือนอีกเพียบ
วันนี้เราจึงได้คัดสรรสถานที่ท่องเที่ยวตราดไม่ข้ามเกาะมาฝากกันค่ะ จะมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง ไปดูกัน

พิพิธภัณฑสถานเมืองตราด
ตั้งอยู่รอบๆถนนสันติสุข ใกล้กับศาลากลางจังหวัดตราด
และอนุสาวรีย์เสด็จพ่อ ร.5 เด่นด้วยอาคารไม้เก่าแก่
มีลักษณะเป็นเรือนไม้เสาปูน ยกพื้น ใต้ถุนสูง หลังคาทรงปั้นหยา
ด้านในจัดแสดงถึงประวัติของเมืองตราด เรื่องราวสำคัญต่างๆ
ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดตราด พร้อมทั้งวัฒนธรรมประเพณีของคนตราด
อีกทั้งยังแนะนำถึงสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆห้ามพลาดของจังหวัดตราด
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกๆที่อยากให้มาเยือนเมื่อมาเที่ยวตราด

หาดทรายดำ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีเพียงที่เดียวในประเทศไทย
และก็เป็น 1 ใน 5 ของโลก โดยชายหาดที่นี้มีลักษณะเป็นชายหาดยาวประมาณ 2 กม.
เนื้อทรายจะเป็นสีดำสนิท ซึ่งเกิดจากการยุบสลายของเศษเหมืองและเปลือกหอย
ผสมด้วยแร่ควอตซ์ การเข้าไปท่องเที่ยวชมชายหาดดำ
จำเป็นจะต้องเดินผ่านป่าชายเลนเข้าไประยะทางไป-กลับประมาณ 1 กม.
ที่รอบๆชายหาดจะมีที่นั่งให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนทำสปาเท้าด้วย…

The Giant Chiangmai ร้านกาแฟบนต้นไม้

เดอะ ไจแอนท์ เชียงใหม่
เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนเมืองอย่างเราๆที่ต้องการหนีความวุ่นวายมาพักผ่อนใ
จพักกาย
ร้านบนต้นไม้เท่ๆแบบนี้ไม่ใช่จะหากันได้ง่ายๆนั่งจิบกาแฟหอมๆอ่านหนังสือ
พูดคุยและถ่ายรูป ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเมืองเชียงใหม่
ตัวร้านกาแฟออกแบบให้อยู่บนต้นไม้ใหญ่
สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามของภูเขาและต้นไม้ในแถบนี้ได้เป็นอย่างดี
ที่นี่บรรยากาศยามค่ำคืนดีมาก
ออกมานั่งฟังเสียงใบไม้กระทบกันรับลมเย็นท่ามกลางธรรมชาติ บอกเลยว่าฟินมาก
ส่วนถ้าใครติดใจต้องการนอนพักเลย เดอะไจแอนท์ เชียงใหม่
เขาก็มีห้องพักเป็นบ้านบนต้นไม้ให้เลือกถึง 2 ขนาด โดยมีห้องแบบ Standard 2 ห้อง
และห้องแบบ Deluxe 3 ห้อง ส่วนภายในห้องพักทั้งสองแบบจะตกแต่งคล้ายๆกัน
ต่างกันแค่ขนาดของห้อง
นักท่องเที่ยวที่มาพักจะมองเห็นวิวทิวเขาเขียวของป่า
พร้อมหมอกยามเช้าและยังมีอาหารเช้าและมื้อเย็นเสิร์ฟอีกด้วย
ทำเอาผู้ที่มาพักไม่อยากกลับบ้านกันเลยล่ะจ้า…

ยลโฉมน้ำตกดำ มนต์เสน่ห์ทีลอซู

ฤดูฝนสำหรับนักผจญภัยหรือนักท่องเที่ยวอาจเป็นอะไรที่น่าเบื่อ
แต่นั่นต้องวงเล็บตัวโตๆ ว่าไม่ใช่เมืองไทย
เพราะบ้านเราไม่ว่าฤดูกาลใดก็มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้ออกไปเผชิญตั้งแต่เหนือจรดใต้
โดยเฉพาะหน้าฝนที่ น้ำตก ดูจะเป็นเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต
แถมเมืองไทยก็มีน้ำตกให้เลือกเดินทางไปเยือนไปเยี่ยมชมได้แทบ
ทั่วทุกภาค แต่หากจะว่ากันถึงน้ำตกที่จัดอยู่ในระดับโลกแล้ว
ย่อมหนีไม่พ้น “ทีลอซู” แน่นอน
น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก
มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่
ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร
เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชันมีน้ำไหลแรงตลอดปี
ส่วนความกว้างของตัวน้ำตกทีลอซู กว้างประมาณ 500 เมตร
ไหลลดหลั่นเป็นชั้นๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร
ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดในประเทศไทย
โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาวยิ่งสวยงามเป็นพิเศษ
โดยคำว่า “ทีลอซู” ในภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตก
หากแปลความหมายทีละคำ จะได้ความหมายใกล้เคียงว่า
น้ำตกดำ แต่ข้อมูลบางแหล่งแปลว่า “น้ำตกใหญ่” หรือ
“น้ำตกน้อง” “น้ำตกเล็ก” ก็มี
ก็ใคร่แล้วแต่คนพื้นที่ใดจะให้คำจำกัดความกันไป
ซึ่งด้วยลักษณะทางธรรมชาติโดยรอบของ น้ำตกทีลอซู
ล้อมรอบไปด้วยผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์
เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและพรรณพืชหลายชนิด
ขณะที่สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน
การเดินทางจึงต้องเดินเท้าหรือพายเรือเข้าไปอย่างเดียว

ในอดีตการมาเที่ยว น้ำตกทีลอซู นั้นแสนยากลำบาก
จากอุ้มผางระยะทางเพียง 40 กิโลเมตร แต่เดินทางยากมาก
ทว่าปัจจุบันสะดวกขึ้นมาก มีทางเลือกให้คุณไปน้ำตกได้ 2 ทาง
คือล่องเรือยางจากตัวเมืองอุ้มผาง 2 ชั่วโมงเศษ
ไปขึ้นฝั่งที่ท่าทรายแล้วค่อยต่อรถยนต์เข้าไป
หรือนั่งรถยาวจากตัวเมืองอุ้มผางไปน้ำตก
ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษ
โดยทั้งสองทางเลือกยังสามารถจิ้มได้อีกว่าไปเที่ยวน้ำตกแล้วจะกลับมานอนที่รีสอร์ต
หรือจะนอนกางเต้นท์ใกล้ๆ น้ำตกสักคืนก็ได้
แต่ส่วนใหญ่นิยมเลือกนอนที่น้ำตก
ส่วนโปรแกรมเที่ยว น้ำตกทีลอซู จะเริ่มตั้งแต่เช้า
โดยจุดเริ่มต้นล่องเรือยางนั้นมีหลายจุด ตามลำห้วยยะแมะ
ที่ไหลมาจากยอดเขาแล้วไปลงลำห้วยแม่กลอง ค่อยๆ
พายเรือชมวิวสองข้างทาง โดยเฉพาะฤดูหนาวที่แมกไม้เขียวขจี
ซึ่งระหว่างพายเรือไปยัง น้ำตกทีลอซู
คุณจะได้พบแลนด์มาร์คสำคัญมากมาย ไล่ตั้งแต่ น้ำตกสายฝน,
น้ำตกสายรุ้ง, บ่อน้ำร้อน, แก่งตะโคะบิ๊, ผาบ่อง ปิดท้ายที่ ท่าทราย
แล้วจึงนั่งรถยนต์หรือเดินเข้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
พร้อมเดินเท้าอีกเกือบ 2 กิโลเมตร เพื่อไปพบ น้ำตกทีลอซูที่ปลายทาง
กินระยะเวลาในการเดินทางยาวนานประมาณ 3 ชั่วโมง
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือภาพน้ำตกดำ หรือ “ทีลอซู”
เบื้องหน้าที่ยิ่งใหญ่สมคำล่ำลือ
ถึงขนาดที่ชาวต่างชาติยกให้เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามที่สุดในทวีปเอเชียและของโลก
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเดินทางที่สนใจมาเยือน
ควรทราบว่า เขตรักษาพันธุ์ป่าอุ้มผา
จะปิดเส้นทางเดินรถยนต์จากหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยหนองหลวง
ถึงน้ำตกทีลอซู ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2561
แล้วจะเปิดเส้นทางอีกครั้งในวันที่ 1 ตุลาคม 2561…

หนังสือเดินทาง สิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวขาดไม่ได้

หนังสือเดินทาง หรือที่เรียกกันว่า Passport สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศนั้น
เป็นเอกสารที่จำเป็น และ Passport ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ โดยภายในจะระบุข้อมูลต่างๆ
ที่จำเป็น เช่น ชื่อผู้เดินทาง ลายมือชื่อรูปถ่าย อายุ สัญชาติ
และการที่เรามีเล่มของหนังสือเดินทางนั้น ก็เป็นอีกหลักฐานในการขอหนังสือลงตรา
หรือที่เรียกว่า Visa นั่นเอง
หนังสือเดินทาง (Passport) ประเภทต่างๆ
● หนังสือเดินทางทูต (Diplomatic)
เป็นหนังสือเดินทางสำหรับนักการทูตและข้าราชการการเมือง
เพื่อใช้เดินทางไปราชการต่างประเทศเท่านั้น ตัวเล่มจะมีสีแดงสด
● หนังสือเดินทางราชการ (Official Passport) เป็นหนังสือเดินทางสำหรับข้าราชการ
สำหรับเดินทางไปราชการนั้นๆ ตัวเล่มจะเป็นเล่มสีน้ำเงิน
● หนังสือเดินทางยกเว้นค่าธรรมเนียม (Gratis)
เป็นหนังสือเดินทางสำหรับข้าราชการเกษียณอายุ, พนักงานของรัฐ
และข้าราชการที่จะเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศโดยทุนส่วนตัว
หรือไปฝึกอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ จะเป็นเล่มสีน้ำตาล
● หนังสือเดินทาง (Passport) เป็นหนังสือเดินทางสำหรับประชาชนทั่วไป
หรือข้าราชการ และพนักงานของรัฐ
ก็สามารถใช้ในกรณีที่เดินทางไปต่างประเทศแบบส่วนตัว เช่นเพื่อการท่องเที่ยวเป็นต้น
ตัวเล่มจะเป็นสีเลือดหมู
เอกสารที่จำเป็นในการทํา Passport
สำหรับประชาชนทั่วไป ที่อายุเกิน 20 ปีขึ้นไป
จะต้องเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอทำหนังสือเดินทาง ดังต่อไปนี้
● บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ หรือบัตรข้าราชการ
หรือบัตรประจำตัวที่ใช้แทนตามกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับจริง
(ในกรณีที่เป็นบัตรข้าราชการให้นำสำเนาทะเบียนบ้านมาด้วย)
● ในกรณีที่เคยมีการเปลี่ยนชื่อ หรือวันเดือนปีเกิด
ซึ่งข้อมูลไม่ตรงกับบัตรประชาชนให้นำหลักฐานการแก้ไขที่เกี่ยวข้องมาแสดงด้วย เช่น
หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ
ค่าธรรมเนียมในการทำ Passport เล่มใหม่ ต้องเสียค่าธรรมเนียม 1,000 บาท
เอกสารที่จำเป็น กรณีที่ผู้ยื่นขออายุต่ำกว่า 15 ปี
● สูติบัตรฉบับจริง หากเป็นฉบับสำเนาก็ต้องได้รับการรับรองจากเขตหรืออำเภอ
● บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ
หรือบัตรที่ใช้แทนได้ตามกฎกระทรวงมหาดไทยของบิดา มารดา
หรือผู้มีอำนาจปกครองฉบับจริง และหากชื่อ-นามสกุล บิดา มารดา
ในสูติบัตรไม่ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชน ให้นำหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล
ที่เป็นต้นฉบับมาแสดงด้วย
● ในกรณีที่มารดาหย่าและจดทะเบียนสมรสใหม่
และใช้นามสกุลใหม่ตามสามีให้นำหลักฐานการหย่าและการสมรสที่เป็นต้นฉบับมาแสดงด้วย
● หนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศ
และบัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริงของบิดา มารดา ในกรณีที่บิดา/มารดา
หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถมาแสดงตัวได้ ในวันทำ Passport
● เอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น หลักฐานใบเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล
เอกสารหลักฐานการรับรองบุตร หรือรับบุตรบุญธรรม บันทึกการหย่า
ซึ่งมีข้อความระบุให้บุตรอยู่ในความดูแลของบิดาหรือมารดา เป็นต้น
● ส่วนในกรณีต่าง ๆ เช่น กรณี บิดา มารดา ของผู้เยาว์เสียชีวิต, กรณีที่บิดา มารดา
ของผู้เยาว์เป็นชาวต่างชาติที่มิได้จดทะเบียนสมรส, กรณีที่ไม่สามารถตามหา
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาให้ความยินยอมได้, กรณีบิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสแต่บุตร
อยู่ในความดูแลของบิดาฝ่ายเดียวมาตลอด และไม่สามารถตามหามารดาได้
ซึ่งกรณีเหล่านี้ให้นำคำสั่งศาลซึ่งระบุชื่อผู้มีอำนาจปกครอง
พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจปกครองมาแสดงด้วย
เอกสารที่จำเป็น กรณีที่ผู้ยื่นขออายุ 15 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์
● บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ
หรือบัตรประจำตัวที่ใช้แทนตามกฎกระทรวงมหาดไทย
● หนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศที่ผ่านการรับรองจากอำเภอหรือเขต
และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
● เอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็น อาทิ หลักฐานใบเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล
เอกสารหลักฐานการรับรองบุตรหรือรับบุตรบุญธรรมใบสำคัญการสมรส ทะเบียนสมรส
ทะเบียนหย่า ทะเบียนบ้าน คำสั่งศาลกรณีระบุผู้มีอำนาจปกครองแทนบิดามารดาเป็นต้น…

ยลโฉมทุ่งกะหล่ำปลีที่ภูทับเบิก

หากจะพูดถึง ภูทับเบิก สถานที่แห่งนี้คือยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์
มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร
อยู่ในตำบลวังบาล ห่างจากอำเภอหล่มสักและหล่มเก่าประมาณ 40
กิโลเมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ภูทับเบิก
ยังเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง
ซึ่งได้อพยพมาอาศัยอยู่ที่บ้านทับเบิก
โดยอยู่ในความดูแลของศูนย์พัฒนาสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเพชรบูรณ์
ประกอบอาชีพทำการเกษตรแบบขั้นบันไดตามเชิงเขา โดยในช่วงฤดูฝน ภูทับเบิก
จะมีไร่กะหล่ำปลีเรียงรายเต็มหุบเขา
ถือเป็นภาพที่สวยงามสำหรับนักท่องเที่ยว
และผู้คนที่ต้องการเรียนรู้การปลูกกะหล่ำปลีแบบครบวงจร
ส่วนในช่วงฤดูหนาวจะมีดอกนางพญาเสือโคร่งบานเต็มภูให้เชยชม
นอกจากนี้ ภูทับเบิก ยังอยู่ไม่ไกลจาก เขาค้อ และ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
หากใครต้องการพักชาร์จแบตแบบเต็มสูบแนะนำว่าให้เลือกเก็บทั้ง 3
แลนด์มาร์คที่สำคัญของจังหวะเพชรบูรณ์
แล้วคุณจะหลงรักสถานที่แห่งนี้แบบไม่รู้ตัว ส่วนจุดเด่นของ ภูทับเบิก
คือจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามและอลังการอีกแห่งหนึ่ง
เพราะอย่างที่เราบอกไปว่านี้คือยอดเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดเพชรบูรณ์
ทำให้มีสายหมอกพัดล่องลอยตามไหล่เขาให้ได้ชมแทบทุกจุด
อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของ ภูทับเบิก ก็อย่างที่เราบอกไป
นั่นคือไร่กะหล่ำปลี ซึ่งปัจจุบันแม้จะถูกดัดแปลงทำเป็นรีสอร์ทเยอะ
แต่ก็ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างตามพื้นที่กว้าง เลยไปในส่วนที่ตั้งของไม้กางเขน
และจะมีให้ชมเยอะช่วงเดือนกรกฎาคมและพฤศจิกายนนอกนั้นแล้ว ภูทับเบิก
ยังมีแหล่งเรียนรู้อย่างสถานีวิจัยเพชรบูรณ์ แปลงทดลองทับเบิก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ซึ่งเป็นสถานีสาธิตปลูกพืชเกษตรเมืองหนาว
ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเรียนรู้แนวทางการปลูกพืชเกษตรเมืองหนาว
เผื่อได้ไอเดียมาต่อยอดธุรกิจหรือจะสายทำบุญ ภูทับเบิก ก็มีวัดป่าภูทับเบิก
ซึ่งภายในมีพระมหาเจดีย์โพธิปักขิยธรรม เจดีย์เพชร 37 ยอด
บรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และพระอรหันต์ธาตุ ให้ได้เข้าไปสักการะ และชำระจิตใจ
ส่วนใครที่เป็นสายแอดแวนเจอร์
ก็แบกกระเป๋าลุยเขาไปชมน้ำตกหมันแดง
โดยต้องนั่งรถกระบะเข้าไปที่โรงเรียน ตชด.บ้านหมันขาว
จากนั้นจะมีไกด์นำทางเข้าไป ใช้เวลาทั้งหมดรวมแล้วแค่ 2ชั่วโมงเศษ
แต่รับรองคุ้มแน่นอนสำหรับขาลุย
ซึ่งที่น้ำตกหมันแดง คุณยังจะได้พบกับดอกไม้หายากอย่าง
ดอกลิ้นมังกร ที่จะออกดอกเพียงปีละ 1 ครั้งและจะอยู่ที่ประมาณเดือนสิงหาคม
ใครไม่อยากพลาดปลายฝยต้นหนาวนี้ก็จองตั๋วเดินทางไป
ภูทับเบิก ได้เลย เมืองดาวบนดินรอต้อนรับพวกเราอยู่…

รู้จักกับ“มาชู ปิกชู”ร่องรอยอารยธรรมชาวอินคา

สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก มักจะมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นอย่างมาก

เช่นเดียวกับกัน มาชู ปิกชู

ที่เชื่อได้เลยว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงใฝ่ฝันที่อยากจะไปเยือนสถานที่

แห่งนี้

เพราะความมหัศจรรย์ของมันนี่เองที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ต่างต้องการมาเห็นที่นี่ด้วยตาตัวเองสักครั้ง

สำหรับมาชู ปิกชู (Machu Picchu) นั้นตั้งอยู่ที่ประเทศเปรู

(Peru) โดยเป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูงกว่า 2,430

เมตรจากระดับน้ำทะเล

ซึ่งสิ่งสำคัญคือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นอาณาจัก

รของชาวอินคา โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่

การวางแผนพังที่ดีในการสร้างเมือง ความเชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม

เกษตรกรรม และด้านดาราศาสตร์ของชาวอินคา

โดยที่แห่งนี้ได้รับเลือกเป็นมรดกโลกของ UNESCO และเป็น 1 ใน 7

สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่อีกด้วย

ส่วนประวัติของ มาชู ปิกชู

เดิมทีอย่างที่ทราบกันว่าเป็นอาณาจักรของชาวอินคา

ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงของเทือกเขาแอนดีส (Andes) อยู่ประมาณ

8,000 ฟุตเหนือน้ำทะเล เชื่อกันว่าสร้างขึ้นเมื่อปีศตวรรษที่ 15

ไว้สำหรับเป็นสถานที่พักผ่อนของเจ้าหรือเป็นที่ทำพิธีทางศาสนา

อย่างไรก็ตามยังมีปริศนาอีกหลายๆอย่างของ Machu Picchu

ที่ยังนักประวัติศาสตร์ก็ยังไม่สามารถไขได้จนถึงปัจจุบันนี้

และนี่ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มาชูปิกชูไม่ถูกค้นพบเป็นเวลานานและ

ยังคงสภาพอันสมบูรณ์เอาไว้ได้

ส่วนที่คนพบ มาชู ปิกชู คือ ไฮรัม บิงแฮม

ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล ในปี 1911 จนถึงปี 1915

บิงแฮมได้ทำการตรวจสอบมาชูปิกชู 3

ครั้งและเขียนผลการวิจัยหลายฉบับออกมา

 

ว่ากันว่าที่คือสถานที่ศักดิ์ของชาวอินคา

และยังเป็นป้อมปราการสุดท้ายที่ต่อสู้กับชาวสเปนที่เข้ามารุกราน

ความมหัศจรรย์ของสถานที่แห่งนี้ ด้วยความที่มาชู ปิกชู

ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงและยังไม่สามารถมองเห็นได้จากเชิงเขา

จึงทำให้มันถูกซ่อนอยู่บนยอดเขาอย่างยาวนานหลังจากการล่มสลายข

องอาณาจักรอินคา ถึงแม้ว่าจะเหลือเพียงแค่ซากปรักหักพัง

แต่ก็ยังคงมีความสมบูณ์

นอกจากความสวยงามและน่าอัศจรรย์ของซากอารยธรรมโบราณแล้ว

คุณยังจะได้เห็นวิวของภูเขาน้อยใหญ่ที่อยู่โดยรอบ

เห็นเส้นทางถนนคดเคี้ยวที่ลัดเลาะไปมาตามเชิงเขาอีกด้วย

สำหรับคนที่ต้องการจะไปเที่ยว มาชู ปิกชู

แน่นอนว่าต้องเดินทางไปด้วยเครื่องบิน ลงที่เมืองหลวงอย่าง Lima

จากนั้นบินไปต่อที่เมือง Cusco

และสามารถเลือกได้ว่าจะเดินทางไปแบบรถไฟหรือรถโดยสารเพื่อไปยัง

เมือง อกูอัส คาเลียนเตส ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นไปชม มาชู ปิกชู

ส่วนสิ่งที่แนะนำเมืองไปถึงประเทศเปรู

ควรจะพักก่อนเพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพก่อนที่จะเดินทางขึ้นไปชม

มาชู ปิกชู เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาเจอกับโรค

Altitude Sickness

เพราะอย่างที่บอกไปว่าเมืองแห่งนี้นั้นอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลหลายพันเ

มตร…

ภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่น มีอะไรที่น่าเที่ยวบ้าง

ช่วงนี้ภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับไต้ฝุ่นเชบี
ส่งผลให้น้ำท่วมอย่างหนัก และต้องปิดสนามบินคันไซเป็นการชั่วคราว
แต่เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์กลับมาปกติ
เราก็สามารถกลับไปเที่ยวกันได้ตามปกติ
ดังนั้นเรามาศึกษากันเอาไว้ก่อนดีกว่าว่าภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีอะไร
บ้างที่น่าสนใจ เพราะบอกได้เลยว่ามันน่าเที่ยวเป็นอย่างมาก
หลายอย่างก็เป็นการเปิดประสบการณ์ต่างๆ
ในแบบฉบับที่ไม่สามารถหาได้ที่อื่นในญี่ปุ่น
และที่จะนำมาแนะนำกันก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น มาเริ่มกันเลย
เริ่มแรกก็คือแหล่งช็อปปิ้งที่นักท่องเที่ยวชาวไทยหลายคนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี
อยู่แล้ว ที่จังหวัดโอซาก้านั้นมีย่านที่เรียกว่าชินไซบาชิ
ถ้าใครยังนึกไม่ออกก็ให้นึกภาพป้ายโฆษณากูลิโกะใหญ่ๆ ที่เป็นนักวิ่งชูมือขึ้น 2
ข้างนั่นแหละ มันเต็มไปด้วยสินค้าต่างๆ มากมาย
ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวแล้วสามารถขอยกเว้นภาษีได้อีกด้วย
โอซาก้ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ อีกมาก
อย่างเช่นปราสาทโอซาก้าที่มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
ขณะที่ธีมพาร์คอย่างยูนิเวอร์แซลสตูดิโอก็กำลังเป็นที่นิยมมากๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซน แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก
สำหรับใครที่ชื่นชอบสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติและวัฒนธรรมจะต้องชอบจัง
หวัดเกียวโต เมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นเป็นแน่
เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ มากมาย ทั้งวัดคิโยมิซุ
หรือที่คนไทยเรียกกันจนติดปากว่าวัดน้ำใส ขณะที่วัดคินคะคุจิ
หรือที่คนไทยเรียกว่าวัดทอง ก็เป็นอีกสถานที่ที่คุ้มค่าสำหรับการไปเยี่ยมชม
ส่วนป่าไผ่ที่อาราชิยามะก็เป็นอีกแห่งที่น่าไปเดินชมความงาม
ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยแน่นอน
สำหรับคนรักธรรมชาติที่ชื่นชอบสัตว์ด้วยก็น่าจะชอบจังหวัดนาระ
ที่บริเวณวัดไดบุตสึจะมีกวางเดินอยู่ขวักไขว่
เราสามารถที่จะซื้อขนมเซมเบ้เพื่อให้มันกินได้ด้วย
ขณะที่ทางวัดเองก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต
และยังมีอาคารไม้ที่ได้รับการบันทึกว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย
สำหรับคนที่ชื่นชอบอาหาร บอกได้เลยว่าภูมิภาคคันไซนั้นมีของดีเพียบ
โดยที่เด่นๆ เลยก็มีทาโกะยากิ ที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของทางโอซาก้า
ขณะที่ทางจังหวัดเฮียวโงะ
ซึ่งมีเมืองเอกคือโกเบก็ขึ้นชื่อเป็นอย่างมากในด้านเนื้อวัว
ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปเลยว่าเนื้อโกเบ
นี่ก็คือบางส่วนของอาหารที่ใครมาเยือนภูมิภาคคันไซแล้วก็ควรหาโอกาสชิมให้ได้สักครั้ง
นี่แหละคือสิ่งต่างๆ
ที่น่าสนใจของภูมิภาคคันไซที่รอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ดีๆ กัน…

ส่องประเทศลาวมีอะไรสถานที่อะไรน่าเที่ยวบ้าง

หลายๆคนคงมีความฝันอยากที่จะออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นในดินแดนยุโรปหรือทวีปอื่นๆก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่ามันอาจจะไกลเกินไปงั้นเลือกเที่ยวประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของประเทศไทยก็แล้วกัน
วันนี้เราอยากจะมาพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
บ้านพื่เมืองน้องของเรา ด้วยความที่ใช้ภาษาใกล้เคียงกัน
ทำให้การสื่อสารดูจะง่ายกว่าการเงินทางไปประเทศอื่นๆ
แน่นอนว่า ลาว นั้นคือประเทศที่มีดินแดนล้อมรอบไปด้วยภูเขา,ป่า มีการรักษาธรรมชาติเอาไว้
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเขตแดนที่ติดกันทะเล
แต่ก็ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้, ภูเขา อย่างที่บอกไปข้างต้น
ไปดูกันว่าดีกว่าว่าลาวนั้นมีอะไรน่าท่องเที่ยวบ้าง

1.เมืองหลวงพระบาง
หลวงพระบางไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศลาว
แต่เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะในเอเชียหรือยุโรปต่างเดินทางไปท่องเที่ยวกัน
สำหรับเมืองหลวงพระบางนั้นจะเต็มไปด้วยอารยธรรมเก่าแก่มีวัดมากมาย
ซึ่งสื่อถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของประเทศได้เป็นอย่างดี
โดยได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย

2.วังเวียง
สำหรับ วังเวียง นั้นจะอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงพระบาง
เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ภูเขา, แม่น้ำ มีกลุ่มชนเผาต่างๆ
อาศัยอยู่ที่นี่ ด้วยความสวยงามจนถูกยกให้เป็น “กุ้ยหลินเมืองลาว”
ทำให้เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่มักจะมาทำกิจกรรม ล่องห่วงยาง,
พ่ายเรือคายัค เป็นต้น

3.เมืองเวียงจันทร์
เวียงจันทร์คือเมืองหลวงของประเทศลาว
ซึ่งเมืองนี้จะมีสถานที่น่าท่องเที่ยวหลักๆ คือ พระธาตุหลวง
ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของประเทศลาว นอกจากนี้ยังมีประตูชัยหรือประตูไซ
ที่เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างเพื่อรำลึกถึงประชาชนที่เสียชีวิตจากสงคราม
การปฏิวัติคอมมิวนิสต์
โดยเป็นการสร้างในลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส

4.แขวงจำปาสัก
เป็นแขวงที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศลาว
มีดินแดนติดกับประเทศไทยและกัมพูชาถือว่าเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสาม
ของลาว และยังเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐีกิจด้วย ซึ่งแขวงจำปาสัก
นั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติมีเกาะแก่งเกิดขึ้นมากมาย
โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้แก่ น้ำตกคอนพะเพ็ง
ที่นับว่าสวยงามมาก ปราสาทวัดพู
ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของลาว
รวมไปถึงแก่งหลีผีที่มักจะมีนักท่องเที่ยวไปชมธรรมชาติของสายน้ำ

5.เวียงไซ
สถานที่น่าสนใจคือ “ถ้ำผู้นำ”
ที่มีประวัติคือสร้างเอาไว้เพื่อเป็นสถานที่หลบภัยของแกนนำทหารคอมมิวนิสต์ในสมัยก่อน
แต่ถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกห้องพัก
ห้องรับแขก ห้องประชุม โรงเรียน โรงพยาบาล ห้องหลบภัย
โรงภาพยนตร์ ห้องสำหรับเล่นกีฬา ฯลฯ
ซึ่งสามารถรองรับผู้อาศัยได้ประมาณ 20,000 คน…

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในมาเลเซีย

มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเรา
ซึ่งมีเขตแดนติดกับบ้านเราในทางตอนใต้
ซึ่งการเดินทางนั้นสามารถไปได้ไม่ยากด้วย
ซึ่งมาเลเซียนั้นเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรม
และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
นักท่องเที่ยวทั่วมุมโลกต่างอยากจะไปเยือนมาเลเซีย
ในปัจจุบันมีคนไทยออกไปเที่ยวประเทศมาเลเซียเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะไม่ไกล เดินทางง่าย และค่าใช้จ่ายไม่เยอะ
นอกจากนี้อากาศที่นั่นก็เย็นสบาย มีธรรมชาติและทะเลที่สวยงาม
แถมยังเงียบสงบ เหมาะแก่การมาพักผ่อนสุดๆ วันนี้เรามี 5 สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศมาเลเซีย
1.ยอดเขาคินาบาลู (Mount Kinabalu)
สำหรับยอดเขาคินาบาลู มีความสูงถึง 4,095 เมตร
ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติคินาบาลู (Kinabalu National Park)
รัฐซาบาห์ค่ะ และยังเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ของนักปีนเขา
ที่ใครก็อยากจะมาพิชิตยอดให้ได้สักครั้ง โดยมีให้เลือกสองเส้นทางคือ
เส้น Timpohon ที่จะเป็นแนวขึ้นตลอด มีทางราบเป็นช่วงๆ
รวมระยะทาง 6 กิโลเมตร จะปีนง่ายกว่าเส้น Mesilau ค่ะ
ซึ่งเป็นเส้นทางขึ้นๆ ลงๆ และไกลกว่า คือ 8 กิโลเมตร
เป็นแหล่งปืนเขาที่นักปืนต่างจะไปพิชิตสักครั้ง
2.คาเมรอน ไฮแลนส์ (Cameron Highlands)
คาเมรอน ไฮแลนส์ (Cameron Highlands)
ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย
เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ดินแดนในฝันที่ใครๆ
ต่างอยากจะเข้ามาเยือน เพราะที่นี่เงียบสงบ แถมอากาศก็บริสุทธิ์
เหมาะแก่การมาพักผ่อน หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่
นอกจากนี้ยังมีฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่ ลูกโตให้ชิมด้วย
3.อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu National Park)
อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu National Park)
ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว (Borneo) รัฐซาราวัก (Sarawak)
ประเทศมาเลเซีย เป็นอุทยานที่เต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน
มีภูมิประเทศแบบหินปูน พื้นที่สูงๆ ต่ำๆ ไม่สม่ำเสมอ
ถ้ำส่วนใหญ่ของที่นี่จึงมีลักษณะเป็นโพรงยาวในแนวดิ่ง
ผนังถ้ำถูกปกคลุมไปด้วยหินงอกหินย้อยที่งดงามและแปลกตา
4.ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers)
ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers)
เป็นตึกระฟ้าที่มีความสูงถึง 452 เมตร มีทั้งหมด 88 ชั้น
โครงสร้างของตัวตึกถูกออกแบบโดย Cesar Pelli
สถาปนิกชาวอาร์เจนตินา
สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์ของ Mahathir bin
Mohamad นายกรัฐมนตรีคนที่ 4
ของมาเลเซียทำให้ตึกแฝดเปโตรนาสที่สร้างออกมามีความทันสมัย
แต่ยังคงสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมของมาเลเซียด้วย
5.สะพานลังกาวีสกาย (Langkawi Sky Bridge)
สะพานลังกาวีสกาย (Langkawi Sky Bridge)
ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์สำคัญของประเทศมาเลเซีย
ที่มีผู้คนแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย สร้างเสร็จเมื่อ ปี ค.ศ. 2005
ตั้งอยู่บนเกาะลังกาวี รัฐเกดะห์ ห่างจากเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูลเพียง 4
กิโลเมตรเท่านั้น เรียกได้ว่าใกล้กับดินแดนประเทศไทยมากที่สุด…